กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่า จีนจำเป็นต้องดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลังในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด และแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศยังคงซบเซา
คริชนา ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เปิดเผยว่า แม้ IMF จะยินดีต่อมาตรการสนับสนุนทางการคลังที่รัฐบาลจีนได้ดำเนินการไปแล้ว แต่มองว่ามาตรการดังกล่าวยังมีขนาดและขอบเขตที่จำกัดเกินไปเมื่อเทียบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ทาง IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนลง โดยคาดว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ในปี 2569 จากร้อยละ 5.0 ในปี 2568 เนื่องจากกำลังซื้อและความต้องการภายในประเทศอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 4.0 ในปี 2570
ศรีนิเวศัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของจีนในปัจจุบันยังคงพึ่งพาอุปสงค์จากภายนอกประเทศเป็นหลัก ขณะที่การปรับสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจตามที่คาดการณ์ไว้ยังไม่เกิดขึ้นจริง พร้อมเน้นย้ำว่าจีนจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติมในระยะสั้น เพื่อผลักดันให้ระดับราคาสินค้าฟื้นตัวขึ้นและหลีกเลี่ยงภาวะเงินฝืด
นอกจากนี้ IMF ยังระบุถึงปัญหาวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อมานานเกินไป โดยเสนอแนะให้รัฐบาลจีนเร่งใช้มาตรการฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ครัวเรือนและการพัฒนาระบบตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ที่มา: Reuters


