เหตุการณ์ชาวจีนกว่า 20 คน พยายามหลบหนีออกจากขุมนรกแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน แต่รายละเอียดของเรื่องราวเพิ่งมีการนำมาเปิดเผยในภาพยนต์สารคดีชุดใหม่ 3 ตอน ซึ่งสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ( CCTV ) ออกอากาศในระหว่างวันจันทร์ที่ 5 ต.ค. – วันพุธที่ 7 ต.ค.
ตามข้อมูลในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “จุดจบของขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการในเมียนมา” ("The Demise of Myanmar-Based Telecom Fraud") ชาวจีนกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ แต่ถูกใช้กำลังบังคับขู่เข็ญจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจหลบหนีในวันที่ 5 สิงหาคม 2566
“พวกเราเชื่อแน่ว่าจะหนีรอดออกมาได้ และจะได้กลับประเทศจีน” ชายแซ่ “อู๋ ” เหยื่อซึ่งรอดตาย รำลึกถึงเหตุการณ์
“แต่พวกเราคาดไม่ถึงว่า พวกมันจะสาดกระสุนใส่ ”
ขณะพยายามหลบหนี กลุ่มชายติดอาวุธได้เข้ามาขวางหน้า แล้วกราดยิงด้วยปืนไรเฟิลจู่โจม AK-47 ในระยะประชิด เสียงปืนดังสนั่นอยู่นานประมาณ 10 วินาที ตามที่นายอู๋เล่า
มีเหยื่อเสียชีวิต 6 คนและบาดเจ็บ 8 คน บางคนบาดเจ็บสาหัส แขนขาขาด ร่างกายพิกลพิการผิดรูปจากคมกระสุน
ตำรวจจีนระบุผลการสืบสวนว่า นักธุรกิจชื่อ "หลิน เจี้ยน" คือคนสั่งการให้ยิง โดยนายหลินได้นำตัวชาวจีนจำนวน 30 คนมาจากบริษัท "เถิงหลง" ของตระกูลไป๋ หนึ่งในสี่กลุ่มอาชญากรรมรายใหญ่ในเขตปกครองพิเศษโกก้าง ทางภาคเหนือของเมียนมา มาอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทจิ้นซินของเขา ซึ่งทำธุรกิจหลอกลวงต้มตุ๋นทางโทรศัพท์และออนไลน์
เจ้าหน้าที่สืบสวนพบร่องรอยคราบเลือดในบางจุดของสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งดูเหมือนผ่านการล้างทำความสะอาดมาแล้ว นอกจากนี้ยังเก็บตัวอย่างสารชีวภาพจากเศษหัวกระสุนปืนได้อีกด้วย ข้อมูลจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นี้ช่วยยืนยันแนวทางการสืบสวน ตามรายงานของตำรวจจีน
ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเมียนมา จึงสามารถจับกุมนายหลินและชาวเมียนมา 6 คน ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม ถึง กรกฎาคม ค.ศ. 2567 โดยชาวเมียนมาเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุยิงและฝังศพ
ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นจริงอันน่าสะพรึงกลัวของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และความพยายามอย่างต่อเนื่องของทางการจีนในการปราบปราม รวมถึงรายละเอียดปฏิบัติการทลายกลุ่มอาชญากรรายใหญ่ 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "สี่ตระกูลใหญ่แห่งโกก้าง" โดยเป็นผลงานการผลิตร่วมกันระหว่างกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนและไชนามีเดียกรุป
ที่มา : โกลบอลไทมส์


