ความเท่าเทียมทางเพศในจีนมีการพัฒนาดีขึ้นอีกครั้ง โดยการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและมีโอกาสในการทำงานมากขึ้นของสตรี เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนกลับมาติดอันดับ 1 ใน 100 ประเทศ ที่มีความเสมอภาคทางเพศมากที่สุด จากทั้งหมด 145 ประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี
เวทีเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุในรายงานว่าด้วยช่องว่างทางเพศระดับโลกประจำปี 2569 (Global Gender Gap Report 2026) ว่า ในปี 2568 จีนสามารถลดช่องว่างระหว่างเพศลงได้ 69.9% ส่งผลให้อันดับขยับขึ้นมาอยู่ที่ลำดับที่ 96 จากลำดับที่ 103 ในปีก่อนหน้า และมีคะแนนเพิ่มขึ้น 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยครั้งล่าสุดที่จีนติดอันดับ 100 แรกคือเมื่อปี 2559 ซึ่งในขณะนั้นจีนอยู่ในอันดับที่ 99
WEF มีการประเมินความเท่าเทียมทางเพศ โดยอาศัยเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ และการมีอำนาจทางการเมือง
ผลปรากฏว่า จีนทำคะแนนได้ดีที่สุดในการวัดเกณฑ์ด้าน "การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ" โดยช่องว่างระหว่างเพศในด้านนี้ลดลงหรือถูกปิดช่องว่างไปได้แล้ว 72.3% ซึ่งหมายความว่า การมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจของสตรีจีนเป็นสาเหตุหลัก ที่ส่งผลให้มีการปรับปรุงความเท่าเทียมทางเพศดีขึ้น โดยเกณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมถึงรายได้โดยประมาณ อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน และโอกาสทางอาชีพสำหรับสตรี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอันดับจะดีขึ้น แต่จีนยังคงเผชิญข้อจำกัดในด้านการเมือง โดยสัดส่วนของสตรีที่ดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงและตำแหน่งรัฐมนตรียังคงอยู่ในระดับต่ำ
ในภูมิภาคเอเชีย จีนมีอันดับเหนือกว่าเกาหลีใต้ (อันดับที่ 101) ญี่ปุ่น (อันดับที่ 117) และอินเดีย (อันดับที่ 131) แต่ยังคงตามหลังสิงคโปร์ (อันดับที่ 31) และไทย (อันดับที่ 55) ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 47 ของการจัดอันดับทั่วโลก
สำหรับช่องว่างระหว่างเพศในทั่วโลกนั้น ถูกปิดช่องว่างไปได้แล้ว 69.2% ซึ่งถือเป็นระดับดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา อย่างไรก็ตาม WEF ประเมินว่า หากการพัฒนาความเท่าเทียมทางเพศยังดำเนินต่อไปในอัตราความก้าวหน้าปัจจุบัน โลกยังคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 120 ปี จึงจะบรรลุความเท่าเทียมทางเพศอย่างสมบูรณ์
ไอซ์แลนด์ยังคงครองอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 17 โดยช่องว่างระหว่างเพศลดลงจนเหลือเพียง 7% (หรือปิดช่องว่างได้ถึง 93%)
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์


