หากเอ่ยถึงหมู่บ้านที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนในช่วงทศวรรษ 1990 ชื่อของ "หมู่บ้านหวาซี" (Huaxi Village) ในเมืองเจียงอิน มณฑลเจียงซู คงเป็นชื่อแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึง ด้วยภาพจำของหมู่บ้านที่มีทรัพย์สินเฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 6 ล้านหยวน (ประมาณ 30 ล้านบาท) ชาวบ้านทุกคนอยู่อาศัยในวิลล่าหรู มีรถยนต์ส่วนตัว รักษาพยาบาลและเรียนฟรี ทว่าในปัจจุบัน หมู่บ้านแห่งนี้กลับต้องเผชิญกับภาระหนี้สินล้นพ้นตัวมากกว่า 40,000 ล้านหยวน (ประมาณ 200,000 ล้านบาท) หรือคิดเป็นหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 13 ล้านหยวนต่อคน (ประมาณ 65 ล้านบาท)
จุดเริ่มต้นความเจริญรุ่งเรืองของหมู่บ้านหวาซีเริ่มขึ้นในปี 2504 ภายใต้การนำของ อู๋ เหรินเป่า (Wu Renbao) ประธานสาขาพรรคคอมมิวนิสต์ประจำหมู่บ้านในวัย 33 ปี ซึ่งได้นำชาวบ้านบุกเบิกการทำเกษตรกรรมและก่อตั้งโรงงานเครื่องกัวเส็งขนาดเล็กในปี 2512 เพื่อวางรากฐานการพัฒนาสู่อุตสาหกรรม
ต่อมาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศ หมู่บ้านหวาซีเลือกที่จะคงระบบกรรมสิทธิ์รวมของรัฐบาลไว้ ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กกล้า เส้นใยสังเคราะห์ และสิ่งทอ จนกระทั่งในปี 2542 บริษัท หวาซี สต็อก จำกัด (Huaxi Shares) ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น กลายเป็น "หุ้นหมู่บ้านแรกของจีน" และในปี 2551 กลุ่มบริษัทหวาซีมีมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 50,000 ล้านหยวน (ประมาณ 250,000 ล้านบาท) ชาวบ้านหลายครอบครัวมีเงินฝากในบัญชีเกิน 10 ล้านหยวน (ประมาณ 50 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม การร่วงลงจากจุดสูงสุดของหมู่บ้านหวาซีเกิดจากปัจจัยบั่นทอนภายใน 3 ประการหลัก ได้แก่:
1. การลงทุนผิดจังหวะในอุตสาหกรรมตะวันลับฟ้า: รายได้หลักของหมู่บ้านพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล็กและเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ใช้พลังงานสูง เมื่อเศรษฐกิจจีนเข้าสู่การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมเหล็กจึงเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างหนัก
2. ภาระจากแลนด์มาร์กราคาแพง: ในปี 2554 หมู่บ้านหวาซีทุ่มเงินกว่า 3,000 ล้านหยวน (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) ก่อสร้างโรงแรมหลงซี อินเตอร์เนชั่นแนล (Longxi International Hotel) สูง 328 เมตร พร้อมลูกบอลทองคำหนัก 1 ตันมูลค่า 300 ล้านหยวน (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) บนยอดโรงแรม โดยหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวแบบดูไบ แต่กลับกลายเป็นภาระค่าบำรุงรักษาหลายสิบล้านหยวนต่อปีเนื่องจากปริมาณนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้า
3. โครงสร้างการบริหารแบบครอบครัว: หลังการเกษียณของอู๋ เหรินเป่า ในปี 2546 อู๋ เซี่ยเอิน (Wu Xie'en) ลูกชายของเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยตำแหน่งบริหารระดับสูงส่วนใหญ่ตกเป็นของสมาชิกในตระกูลอู๋ ส่งผลให้ขาดความยืดหยุ่นและการตัดสินใจที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก และเมื่ออู๋ เหรินเป่า เสียชีวิตลงในปี 2556 ปัญหาที่สะสมไว้จึงเริ่มปะทุขึ้น
เพื่อแก้ไขวิกฤต หวาซี กรุ๊ป พยายามขยายการลงทุนไปยังธุรกิจไฟแนนซ์ แร่ธาตุ อสังหาริมทรัพย์ การขนส่งทางเรือ และชิปโฟโทนิกส์ ซึ่งแม้ว่าธุรกิจชิปจะพอสร้างรายได้คืนมาได้บ้างในปี 2569 แต่ภาพรวมการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงขาดทุนหนัก ส่งผลให้ในปี 2559 อัตราส่วนหนี้สินของกลุ่มบริษัทสูงถึงร้อยละ 68.78 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านหยวน
สภาวะขาดแคลนสภาพคล่องรุนแรงที่สุดในปี 2564 เมื่อมีข่าวลือเรื่องสายป่านทางการเงินขาดสะบั้น จนชาวบ้านต้องแห่กันไปถอนเงินคืนที่ธนาคาร โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง และเกิดภาวะประชากรผู้สูงอายุครองเมือง
ในที่สุด เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 คณะกรรมการหมู่บ้านหวาซีได้ลงนามตกลงโอนหุ้นร้อยละ 80 ของ หวาซี กรุ๊ป ให้แก่คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารทรัพย์สินของรัฐบาลเมืองเจียงอิน (SASAC) ด้วยราคาเพียง 1 หยวน (ประมาณ 5 บาท) ปิดฉากตำนานการบริหารงานโดยชุมชนนานกว่าครึ่งศตวรรษอย่างเป็นทางการ
ที่มา: 文史道 (Wen Shi Dao)


