นักวิเคราะห์สงสัยว่า มาตรการกดดันอิหร่านครั้งใหม่ ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เรียกว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” นั้นจะได้ผลแค่ไหน ในเมื่อจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุด การใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูกับรัฐบาลอิหร่านย่อมเสี่ยงต่อการตอบโต้จากปักกิ่ง
จุดมุ่งหมายของมาตรการนี้ก็คือการตัดเส้นทางเศรษฐกิจทุกเส้น ที่ค้ำจุนระบอบเผด็จการเตหะราน เพื่อให้ถูกโดดเดี่ยว ตามการเปิดเผยมาตรการเมื่อวันจันทร์ ( 24 ส.ค.) ของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
เขาเน้นย้ำว่า ประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่านจะต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม โดยจะถูกตัดจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลักทั่วโลก
นายเบสเซนต์ยังไม่ระบุชื่อประเทศที่จะตกเป็นเป้าหมายหรือเปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด โดยจะให้เวลาประเทศเหล่านั้นในการปฏิบัติตามมาตรการใหม่นี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าธนาคารของจีนจะตกเป็นเป้าหมายด้วยหรือไม่ นายเบสเซนต์ตอบเลี่ยง ๆ ว่า "เราต้องการชี้แจงให้ชัดเจนในวันนี้ว่า ไม่มีใครอยู่เหนือการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ"
ผู้เชี่ยวชาญมองท่าทีดังกล่าวว่า เป็นเพราะรัฐบาลทรัมป์ระมัดระวังการตอบโต้จากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรัมป์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิงใกล้จะเจรจากันที่สหรัฐฯ ในเดือนหน้า และทรัมป์ต้องการแร่ธาตุหายากจากจีน
จีนถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับเตหะราน โดยซื้อน้ำมันมากถึงราวร้อยละ 90 ของยอดขายน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน ตามข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
แต่จนถึงขณะนี้ มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่ผ่านมาของรัฐบาลทรัมป์มุ่งเป้าไปที่บริษัทจีนเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นได้แก่การคว่ำบาตรโรงกลั่นปิโตรเคมีเหิงหลี่ (ต้าเหลียน)ในเดือนเมษายน การคว่ำบาตรบริษัท 4 แห่งในฮ่องกงในเดือนพฤษภาคม และคว่ำบาตรบริษัทเดินเรือ 6 แห่งในจีนและฮ่องกงในเดือนสิงหาคม
สถาบันการเงินของจีน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการค้าขายน้ำมันของอิหร่านยังไม่ถูกแตะต้อง
การความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านกับจีนจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน แต่สหรัฐฯ จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะจะถูกจีนตอบโต้และจีนจะมีอำนาจต่อรองซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่สหรัฐฯ เจนนิเฟอร์ คาวานาห์ นักวิจัยอาวุโสจาก Defense Priorities ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบายต่างประเทศในวอชิงตันระบุ
ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลง ภายหลังการเปิดเผยมาตรการของนายเบสเซนต์ว่า จีนจะทำ "สิ่งที่จำเป็น" เพื่อปกป้องสิทธิของตน
นักวิเคราะห์ไม่แน่ใจว่า มหาอำนาจทั้งสองพร้อมจะนำประเด็นอิหร่านมาแลกกับความสัมพันธ์ที่เริ่มคลี่คลายดีขึ้นระหว่างกันหรือไม่
สำหรับทรัมป์ การทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ นอกจากจะเสี่ยงต่อการตอบโต้ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจทำให้การพยายามสร้างเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างกันต้องล้มเหลวในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะได้ต้อนรับผู้นำจีนที่ทำเนียบขาว
ในมุมมองของหวังจื่อเฉิน รองเลขาธิการศูนย์วิจัยจีนและโลกาภิวัตน์ (CCG) จีนและสหรัฐฯคงไม่ต้องการให้อิหร่านเป็นตัวกำหนดทิศทางของการประชุมสุดยอดที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กันยายน เว้นเสียแต่มาตรการของสหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์สำคัญของจีนโดยตรง
หลังจากสหรัฐฯเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ได้ไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม การประชุมสุดยอดที่สหรัฐฯ จะเป็นการพบปะกันแบบตัวต่อตัวครั้งที่สองระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิง
อ้างอิงข้อมูล : อัลจาซีร่า / รอยเตอร์ / โกลบอลไทมส์


