ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันพฤหัสบดี ( 6 ส.ค. ) ตามเวลาท้องถิ่น กำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำและภาษี 15% สำหรับโพลีซิลิคอน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตโดยประเทศจีน เพื่อสนับสนุนการผลิตโพลีซิลิคอนภายในประเทศ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมเป็นต้นไป
โพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์พิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบเริ่มต้นในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และแผงโซลาร์เซลล์
จากข้อมูลในเอกสารของทำเนียบขาวระบุว่า ส่วนแบ่งการผลิตโพลีซิลิคอนของสหรัฐฯ ในทั่วโลกลดลงจาก 50 % ในปี 2548 เหลือต่ำกว่า 2 % ในปี 2567
เป้าหมายของคำประกาศ ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าปี 1962 นี้ก็เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานชิปและพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต่อการแข่งขันกับจีนในด้านปัญญาประดิษฐ์( AI ) และพลังงาน
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของอเมริกาได้กล่าวหาคู่แข่งชาวจีนว่าทุ่มตลาดแผงโซลาร์เซลล์ รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม และย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
นับเป็นการออกมาตรการตอบโต้จีนล่าสุด หลังจากก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวันเมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค. กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่งประกาศมาตรการ ซึ่งทางกระทรวงเรียกว่ามาตรการตอบโต้ต่อการกระทำที่ "ผิดพลาด" ของสหรัฐฯชุดใหญ่
การกระทำที่ผิดพลาดเหล่านี้ได้แก่การสั่งห้ามการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์รุ่นใหม่จากจีน การคว่ำบาตรผู้ประกอบการขนส่งทางเรือของจีน ซึ่งสหรัฐฯอ้างว่าขนส่งเชื้อเพลิงจากอิหร่าน การขึ้นบัญชีบริษัทจีนมากกว่า 40 แห่งในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และเพิ่มมหาวิทยาลัยพลเรือนชั้นนำ 2 แห่งลงในบัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังขู่ว่าจะคว่ำบาตรบริษัท AI ของจีนอีกด้วย
สำหรับการตอบโต้ของกระทรวงพาณิชย์จีนนั้นได้แก่การคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐฯ 7 แห่ง เพิ่มการควบคุมการส่งออกโดรนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปยังสหรัฐฯ และเริ่มการสอบสวนอุปกรณ์สำนักงานบางประเภทที่ใช้ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ นอกจากนั้นได้ระงับช่องทางพิเศษ ( Fast Track )ในการรับรองสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้ามาจำหน่ายในตลาดจีน
การกลับมาตอบโต้กันด้วยมาตรการคว่ำบาตรอีกครั้งระหว่างสองชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ทำให้จับตามองกันว่าการเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิงที่คาดกันว่าจะมีขึ้นในเดือนกันยายนจะถูกยกเลิกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์และผู้ที่ใกล้ชิดกับแวดวงนโยบายในจีนระบุว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาช่องทางการสื่อสารกับทรัมป์ เนื่องจากมองว่า ทรัมป์เป็นมิตรกับจีนมากกว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลสหรัฐฯหลายคน
นอกจากนั้น “มาตรการที่ยับยั้งชั่งใจ" ตามที่โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนอธิบายนั้นน่าจะบ่งบอกว่าผู้นำจีนหวังที่จะรักษาความคืบหน้าให้เป็นไปตามแผนสำหรับการประชุมสุดยอดในเดือนกันยายน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองกันว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ผู้นำทั้งสองจะได้หารือกันเกี่ยวกับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นการแข่งขันร้อนแรงที่สุดระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสอง
ที่มา : ซินหัว/รอยเตอร์ / ซีเอ็นเอ็น


