xs
xsm
sm
md
lg

สงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีน : ทรัมป์เล็งห้ามนำเข้าอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ ตั้งกำแพงภาษีแผงโซลาร์เซลล์จากจีน แต่มันไม่ง่าย !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพถ่ายโดยโดรนแสดงระบบระบายความร้อนบนดาดฟ้าของศูนย์ข้อมูล “ดิจิทัล เรียลตี้” (Digital Realty) ในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 - ภาพ : รอยเตอร์
หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ห้ามการนำเข้าและจำหน่ายโดรนและเราเตอร์รุ่นใหม่จากกลุ่มผู้ผลิตจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำ ต่อมา ยังประกาศห้ามการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาแบบใหม่จากจีน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 2569 ซึ่งรวมถึงเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)แบบเชื่อมต่อ ซึ่งช่วยให้แหล่งพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์ของศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ล่าสุดแหล่งข่าววงในเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารแห่งสหรัฐฯ (FCC) กำลังร่างคำสั่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์จากจีน ได้แก่ตัวรับส่งสัญญาณแสง ( optical transceiver ) รุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลเดินทางผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วแสงภายในดาต้าเซ็นเตอร์ 

 
จุดประสงค์ก็เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทจีนขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ หรือก่อกวนการให้บริการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชิปสำหรับฝึกฝนและใช้งานโมเดล AI 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวย้ำว่า FCC ยังคงสามารถแก้ไขมาตรการดังกล่าวหรือจะระงับการประกาศก็เป็นได้

นอกจากตัวรับส่งสัญญาณแสงแล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังเตรียมเรียกเก็บภาษีและกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับโพลีซิลิคอน เพื่อปกป้องผู้ผลิตโพลีซิลิคอนของสหรัฐฯ จากคู่แข่งชาวจีนที่กำลังเติบโตในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยโพลีซิลิคอนเป็นซิลิคอนซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมากและเป็นส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตแผงโซลาร์เซลล์และเซมิคอนดักเตอร์

โพลีซิลิคอน - ภาพ: VCG
นักวิเคราะห์ของจีนระบุว่า มาตรการจำกัดตามที่เป็นข่าวนั้น เป็นการยกระดับล่าสุดของสหรัฐฯในการจำกัดบทบาทจีนในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสำคัญ ( เช่น ชิป เซมิคอนดักเตอร์ แร่หายาก หรือAI ) จากชิปและอุปกรณ์โทรคมนาคม ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI และวัสดุพลังงานสะอาด

ผู้เชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรมเชื่อว่า หากรัฐบาลทรัมป์ทำเช่นนั้นจริง ๆ ก็มีแนวโน้มจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีสำคัญ ยิ่งตึงเครียดรุนแรง

อีกทั้งผลเสียอาจย้อนกลับไปหาบริษัทและผู้บริโภคชาวอเมริกันเอง โดยผู้ให้บริการคลาวด์ รวมถึงบริษัทให้บริการประมวลผลบนระบบคลาวด์อย่าง Amazon Web Services จะแบกรับต้นทุนสูงขึ้นและอาจต้องเปลี่ยนไปซื้อจากซัปพลายเออร์ทางเลือกอื่น

มาตรการจำกัดดังกล่าวจึงยากต่อการบังคับใช้ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีส่วนประกอบของจีนฝังตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการถอดอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วนั้นอาจทำได้ช้า เสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่สมบูรณ์

นอกจากนั้น อาจทำให้การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของสหรัฐฯ ช้าลง เนื่องจากยังต้องพึ่งพาซัปพลายเออร์จีนอย่างมาก โดยปัจจุบันผู้ผลิตตัวรับส่งสัญญาณแสงหรือโมดูลออปติคอลรายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกเป็นบริษัทจีนถึง 7 ราย และการจัดส่งโมดูล 800G และ 1.6T นั้น มาจากบริษัทจีนถึงราวร้อยละ 70

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI การแยกตัวออกจากโมดูลออปติคอลจีนอย่างสิ้นเชิงจะทำให้การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ของอเมริกาวิ่งตามหลังคนอื่นไกลโข

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจึงเชื่อว่า ทรัมป์ไม่น่าจะลงดาบจีนรอบใหม่อย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว

ที่มา : โกลบอลไทมส์/รอยเตอร์