MGR Online/ มณีนาถ อ่อนพรรณา: จีนจัดวางความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ในยุคของสีจิ้นผิง ที่จีนขยายอิทธิพลทั้งในเรื่องของความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ผู้นำของจีนในยุคสมัยต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ โดย ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด และ ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันดับสอง โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่ใช้นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) เป็นหมุดหมายของยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านของจีน
ศาสตราจารย์ ดร.จี๋ เซียนไป่ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของจีนต่อประเทศเพื่อนบ้าน มีวิวัฒนาการตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 จนถึงยุคประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมชี้ว่า “ประเทศเพื่อนบ้าน” เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดรองจากสหรัฐอเมริกา
จาก “อุดมการณ์” สู่ “การอยู่ร่วมกัน”
ในช่วงการก่อตั้งประเทศ ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง นโยบายต่างประเทศของจีนมุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงของรัฐ,สนับสนุนสหภาพโซเวียต และช่วยเหลือขบวนการคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมสงครามเกาหลีเพื่อสร้าง “กันชนด้านความมั่นคง”
ต่อมา จีนได้เสนอ "หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการ" ได้แก่ การเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน การไม่รุกราน การไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักสำคัญของนโยบายต่างประเทศจีน
ในยุคการปฏิรูปเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง นโยบายของจีนต่อประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์
มาเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง เพื่อให้จีนสามารถมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจได้เต็มที่ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอแนวคิด “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้และข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับอาเซียน
ในยุคเจียง เจ๋อหมิน จีนเดินหน้าปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยุติข้อพิพาทชายแดนกับรัสเซีย ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอินเดีย และสร้างความร่วมมือกับอาเซียน โดย วิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อหลายประเทศต้องพึ่งพา IMF ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเริ่มสร้างกลไกความร่วมมือทางการเงินของตนเอง เช่น ASEAN+3 เพื่อช่วยเหลือกันในยามเกิดวิกฤต
สีจิ้นผิง กับ Belt and Road Initiative
หลังจากสีจิ้นผิงขึ้นเป็นผู้นำจีน พร้อมกับยุทธศาสตร์ “แถบและเส้นทาง” หรือBelt and Road Initiative(BRI) เบิกทางให้จีนเข้าไปมีบทบาทในโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการลงทุนด้านรถไฟ ถนน ท่าเรือ ท่อส่งน้ำมัน เขตอุตสาหกรรม และระบบโลจิสติกส์ เป็นการรุกคืบเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ จีน อย่างที่จีนไม่เคยทำมาก่อน
ผู้นำจีนประกาศว่า ความเจริญของประเทศเพื่อนบ้านจะส่งผลดีต่อจีนโดยตรง เพราะหากประเทศรอบข้างมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจเติบโต จีนก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเช่นกัน
หลังจากนั้น สีจิ้นผิงได้ขยับอีกก้าวใหญ่ โดยเสนอแนวคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” (Community with a Shared Future)
ที่ครอบคลุมถึง “ความมั่นคงร่วม” (Common Security) จีนระบุว่า แนวคิดของจีนเน้นการสร้างความมั่นคงผ่านการเจรจา ความร่วมมือ และการพัฒนาร่วมกัน มากกว่าการพึ่งพาพันธมิตรทางทหาร หรือการยับยั้งด้วยกำลัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญกับข้อพิพาทด้านความมั่นค เช่น เรื่องทะเลจีนใต้ จีนกลับใช้ท่าทีแข็งกร้าว และไม่ลดราวาศอก ทั้งการประกาศแผนที่ “เส้นประ 9 จุด”, ถมทะเลขยายพื้นที่, ส่งหน่วยยามฝั่งออกลาดตระเวน และไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกที่มีคำวินิจฉัยว่า การอ้างสิทธิ์ของจีนไม่มีความชอบธรรม
การเจรจาเรื่องทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับอาเซียน ไร้ความคืบหน้านานกว่า 20 ปี มีเพียง “ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) ที่ไม่มีผลผูกมัดตามกฎหมาย
“กับดักหนี้” เมื่อเพื่อนบ้านกลายเป็น “เจ้าหนี้”
ภายใต้ยุทธศาสตร์ BRI จีนลงทุนจำนวนมากในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา และปากีสถาน จนเกิดคำถามว่าประเทศเหล่านี้จะได้รับประโยชน์อย่างไร?
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน ระบุว่า เป้าหมายของการลงทุนภายใต้ BRI ไม่ได้มีเพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการแก้ “คอขวด” ด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน เช่น โครงการรถไฟจีน–ลาว ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุน และแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จีนได้ถูกวิจารณ์ว่า การลงทุนของจีนนำไปสู่ “กับดักหนี้” คือ จีนจงใจปล่อยเงินกู้เพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านจนหนี้สินล้นพ้นตัว
ก่อนใช้หนี้ดังกล่าวเป็นเครื่องมือเรียกร้องสิทธิในที่ดินหรือทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจีนระบุว่า ตลอดเวลากว่า 10 ปีของโครงการ BRI ยังไม่มีกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าจีนใช้หนี้เป็นเครื่องมือยึดครองดินแดนหรือทรัพย์สินของประเทศคู่สัญญา นักวิชาการยอมรับว่า บริษัทจีน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจต่อรองสูงในการทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลจีนในการสร้าง “กับดักหนี้”
ในยุคของสีจิ้นผิง จีนขยายความสัมพันธ์กับชาติเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน การรุกคืบของจีนเริ่มจากการลงทุน ค้าขาย การลงทุน และขยายสู่มิติของความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความกังวลให้ประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับความโปร่งใสและความยั่งยืนของการลงทุน รวมถึงการขยายอิทธิพลของจีน จนมีการเปรียบเทียบว่า หลายประเทศกลายเป็น “มณฑล” หนึ่งของจีน
จีนจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศเพื่อนบ้านว่า ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการทูต เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือระดับภูมิภาคของจีน มีเป้าหมายเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาของทั้งจีนและประเทศเพื่อนบ้าน เป็น “ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” อย่างแท้จริง.


