ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูร้อนปี 2026 นี้ จากปรากฎการณ์เอลนีโญส่งผลให้มีคลื่นความร้อนรุนแรงแผ่ปกคลุมทั่วทวีปยุโรป จากข้อมูลการติดตามสภาพอากาศในยุโรปพบว่า ในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา พื้นที่บางส่วนของเยอรมนีมีอุณหภูมิสูงถึง 41.7 องศาเซลเซียสและทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ขณะที่ฝรั่งเศสก็เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี ส่วนบางพื้นที่ของโปรตุเกสคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดจะพุ่งแตะ 47 องศาเซลเซียส นอกจากนี้กรุงโรมของอิตาลีพร้อมอีก 18 เมืองได้ประกาศเตือนภัยระดับสีแดงจากสภาพอากาศร้อน
ที่ผ่านมาอัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในครัวเรือนของยุโรปทั้งภูมิภาคมีเพียงประมาณ 20% เท่านั้น โดยประเทศในยุโรปเหนือมีอัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่ถึง 5% เช่น เยอรมนีมีอัตราการใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกอย่างมาก สาเหตุของการใช้งานเครื่องปรับอากาศที่ต่ำในภูมิภาคนี้ ไม่ได้เกิดจากการไม่มีความต้องการคลายร้อน แต่เป็นผลจากข้อจำกัดหลายประการโดยรัฐบาลในหลายประเทศยุโรป เช่น หลายเมืองสำคัญในยุโรปเต็มไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่าร้อยปี ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ห้ามเจาะผนังหรือแขวนคอมเพรสเซอร์ภายนอกอาคาร ทำให้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากและแม้จะได้รับอนุญาตแล้ว ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญอาจจะต้องจ่ายสูงถึง 1,000–2,000 ยูโร ซึ่งในหลายกรณีค่าติดตั้งมีราคาสูงกว่าตัวเครื่องปรับอากาศเสียอีก
ดังนั้นเมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงปะทุขึ้น ความต้องการเครื่องปรับอากาศก็มากขึ้นทวีคูณ จนมีภาพชาวยุโรปในบางโซนแย่งกันซื้อพัดลมหรือแอร์แบบไม่ต้องติดตั้งที่เคลื่อนที่ได้ หากดูจากศักยภาพการผลิตของยุโรปแน่นอนว่าไม่สามารถรับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้ได้ จากการประเมินพบว่า กำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศทั้งปีของยุโรปอยู่ที่เพียงประมาณ 3.2 ล้านเครื่องขณะที่ความต้องการจริงในช่วงฤดูร้อนปี 2026 สูงถึง 6.8 ล้านเครื่อง
ในภาวะวิกฤติและเครื่องปรับอากาศขาดตลาดหนักขนาดนี้ สื่อจีนให้ความสนใจกับวิกฤติในครั้งนี้เนื่องจากโอกาสของจีนได้มาถึงแล้ว จีนเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ของโลกโดยเครื่องปรับอากาศที่ผลิตส่งออกทั่วโลก 80% มาจากจีน จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า ในช่วงเดือนม.ค.–มิ.ย. ปี 2026 มูลค่าการส่งออกเครื่องปรับอากาศของจีนไปยังสหภาพยุโรปอยู่ที่ 3.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบ 50%) โดยประเทศสำคัญอย่างฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม มีมูลค่าการนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
นอกจากนี้ในโซเซียลจีนเองอย่างเวยปั๋ว ประเด็น "ฝรั่งเศสเร่งสั่งซื้อแอร์ 30,000 เครื่อง" ได้ขึ้นครองอันดับ 1 ของหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดด้วย โดยถกเถียงกันมากในประเด็นฝรั่งเศส ซึ่งเคยประกาศตนว่าเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องหันมาสั่งซื้อเครื่องปรับอากาศครั้งใหญ่เมื่อเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง โดยกว่า 90% ของคำสั่งซื้อเป็นแบรนด์จากจีน
เมื่อดูตามประเภทสินค้า พบว่าเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ไม่ต้องติดตั้ง (Portable Air Conditioner) กลายเป็นสินค้าขายดีที่สุด โดยมียอดส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นมากกว่า 73% ส่งผลให้บริษัทผลิตเครื่องปรับอากาศชั้นนำจีนมีกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 10%
Midea Group เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% โดยผลิตภัณฑ์ PortaSplit ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนที่ไม่ต้องติดตั้งและพัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับตลาดยุโรป มียอดส่งมอบสะสมทะลุ 200,000 ชุด ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของยอดขายตลอดทั้งปี 2025 ส่วนของแบรนด์ Hisense ก็มีผลประกอบการดีไม่แพ้กัน มียอดขายในตลาดยุโรปตะวันตกช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 20%โดยเฉพาะตลาดฝรั่งเศสที่เติบโตมากกว่า 100% ขณะที่เครื่องปรับอากาศรุ่นติดตั้งง่าย (Easy Installation Series) ของบริษัทสินค้าหมดสต๊อกในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย
โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเคลื่อนที่รุ่น Midea PortaSplit ได้กลายเป็นสินค้าหายากในยุโรป เนื่องจากการแย่งซื้ออย่างหนัก สินค้ารุ่นนี้มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 999–1,500 ยูโร (ประมาณ 30,000-50,000บาท) แต่ในตลาดสินค้ามือสอง ราคาซื้อขายพุ่งสูงถึง 2–3 เท่าของราคามือหนึ่ง ผู้บริโภคชาวยุโรปบางคนถึงกับแซวบนโซเชียลมีเดียว่า "แอร์จีนหายากยิ่งกว่าโปเกมอนเสียอีก" ในตลาดยุโรปความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์เครื่องปรับอากาศจากจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งตลาดรวมเพิ่มจาก 27% ในปี 2023 เป็น 41% ในปี 2026 ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในช่วงปี 2026 นี้ตลาดเครื่องปรับอากาศภายในประเทศจีนอยู่ในช่วงอิ่มตัวและชะลอตัว สต็อกสินค้ามีเหลืออยู่มาก ตอนนี้จึงเป็นโอกาสประจวบเหมาะที่ว่าความต้องการของตลาดยุโรปพุ่งสูงในช่วงนี้กลายเป็นแสงสว่างใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศจีน
การเตรียมตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อบุกตลาดยุโรปของแบรนด์เครื่องปรับอากาศจีน
จริงๆแล้วแบรนด์จีนมีการเตรียมตัวและปรับกลยุทธ์สินค้าสำหรับตลาดยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้ว การที่แบรนด์เครื่องปรับอากาศของจีนสามารถขยายตลาดในยุโรปได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เพียงผลจากโอกาสทางการตลาดระยะสั้น หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสมศักยภาพในระยะยาว ทั้งด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่น ที่สำคัญคือจีนมีความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานค่อนข้างมาก อาคารเก่าในยุโรปจำนวนมากไม่อนุญาตให้เจาะผนังเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงมาก ผู้ผลิตจีนจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการพัฒนาเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type) แบบดั้งเดิม ไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของยุโรปโดยเฉพาะ
ตัวอย่างของ Midea ได้พัฒนาเครื่องปรับอากาศ PortaSplit ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนที่ไม่ต้องติดตั้งถาวรโดยใช้รูปแบบติดตั้งกับขอบหน้าต่าง (Window-mounted Outdoor Unit) ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถประกอบและใช้งานได้ด้วยตนเองภายใน 10 นาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือช่างผู้เชี่ยวชาญ จึงสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการเจาะผนังอาคารได้โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ บริษัทได้ออกแบบให้ปริมาณสารทำความเย็นอยู่ที่ 1.99 กิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่สหภาพยุโรปกำหนด ทำให้ได้รับการยกเว้นจากขั้นตอนการตรวจสอบการติดตั้งบางประการในประเทศฝรั่งเศส ส่งผลให้ต้นทุนและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมาก
มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในยุโรปอย่างต่อเนื่องของบริษัทจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถคว้าโอกาสทางตลาดในครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Midea ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาประจำยุโรปที่ประเทศเยอรมนี โดยรวบรวมทีมวิศวกรท้องถิ่นและนักวิจัยจากจีนร่วมกันศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านอาคาร รูปแบบการใช้งานของผู้บริโภค และโครงสร้างค่าไฟฟ้าในแต่ละประเทศ จนสามารถพัฒนากระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาของตลาด แล้วจึงกำหนดคุณลักษณะของสินค้า ทำให้สามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและตรงกับความต้องการของตลาด
ในด้านโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการจีนสามารถขนส่งผ่าน สายรถไฟจีน–ยุโรป (China–Europe Railway Express) สามารถลดระยะเวลาขนส่งจากจีนไปยุโรปเหลือเพียง 15–25 วัน ซึ่งรวดเร็วกว่าการขนส่งทางทะเลประมาณ 25 วัน ความได้เปรียบด้านการขนส่งนี้สำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะช่วยให้สามารถส่งมอบสินค้าถึงตลาดยุโรปได้อย่างทันท่วงที
โอกาสนี้ของจีนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถึงแม้ว่า "ยุโรปกลัวการขาดดุลการค้ากับจีนไปมากกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขาดเครื่องปรับอากาศจากจีนไม่ได้" โดยมีการประเมินว่าในแต่ละปียุโรปจะนำเข้าเครื่องปรับอากาศจากจีนมากกว่า 10 ล้านเครื่อง ดังนั้นพื้นที่เติบโตยังมีอีกมหาศาล
ด้านของการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของแบรนด์จีน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศแบบไม่ต้องติดตั้ง แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาด ส่งผลให้จีนสามารถสร้างความได้เปรียบของผู้เข้าสู่ตลาดก่อน (First-mover Advantage) ได้อย่างชัดเจน
โดยสรุป วิกฤตคลื่นความร้อนในยุโรปปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศของจีนในอนาคต โดยอาจจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ จาก "Made in China" ไปสู่ "Created in China" เลยก็ได้
อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า จีนเองสามารถพลิกหลายวิกฤติในโลกให้เป็นโอกาสได้ ไม่ใช่เพียงกรณีของเครื่องปรับอากาศเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมรถยนต์อีวีและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ อย่างโซลาเซลล์ จีนก็สามารถรุกคืบและครองตลาดในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากเรื่องของความโชคดีแล้วต้องบอกว่าจีนมองเห็นอนาคตก่อน ลงมือไวและมีการเตรียมการล่วงหน้ามานานหลายปีแล้ว
ผู้เขียนก็หวังว่าไทยเราจะมีอุตสาหกรรมที่เป็นดาวรุ่งและสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นแค่ทางผ่านหรือเป็นเพียงแค่ลิ่วล้อของโรงงานที่มีเจ้าของเป็นต่างชาติ.


