MGR Online / CMG: ผู้สื่อข่าวจีนสำรวจ “ทางรถไฟสายมรณะ” ส่วนที่ถูกค้นพบใหม่ หลังจากจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำนานกว่า 40 ปี การก่อสร้างที่คร่าชีวิตเชลยศึกมากกว่า 1 แสนคนเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ความโหดร้ายของสงคราม
วันที่ 7 กรกฎาคม 1937 คือวันที่เกิด “เหตุการณ์สะพานมาร์โกโปโล” หรือ卢沟桥事变 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน เหตุการณ์นี้ได้ขยายตัวจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้ประเทศไทยต้องเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ
ลึกเข้าไปในป่าทึบตามแนวชายแดนไทย-พม่า บริเวณสถานีรถไฟเก่าที่เคยจมอยู่ใต้น้ำนานกว่า 40 ปี ได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้งหลังจากการผันน้ำบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำ นักประวัติศาสตร์จากประเทศไทย ออสเตรเลีย และชาติสัมพันธ์มิตรได้เดินทางฝ่าภูเขาและป่าทึบ เพื่อเติมเต็มประวัติศาสตร์ที่เลือนหายไป
ร่อยรอยที่เพิ่งปรากฏขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางรถไฟสายมรณะ” ที่จังหวัดกาญจนบุรี การก่อสร้างที่ปกติแล้วต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี แต่ทหารญี่ปุ่นได้เร่งรัดให้สร้างเสร็จภายในปีเดียว โดยเกณฑ์แรงงานชาวเอเชียประมาณ 200,000 คน และเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรอีกกว่า 60,000 คน เพื่อสร้างทางรถไฟสายนี้ แลกมาด้วยชีวิตของผู้คนกว่า 100,000 คน
สภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก, การขาดแคลนอาหาร ทำให้แรงงานต้องประทังชีวิตด้วยเศาอาหารที่เน่าเสีย และยังมีการระบาดของโรคต่างๆ เช่น อหิวาตกโรคและมาลาเรีย รวมถึงการถูกทารุณกรรม ซ้ำเติมแรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงานหนักราวกับไม่ใช้มนุษย์ เชลยศึกจากชาติสัมพันธมิตรต้องตายเป็นเบือ ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ไม้หมอนหนึ่งชิ้นเท่ากับหนึ่งชีวิต” และตลอดแนวทางรถไฟไทย-พม่าที่มีความยาว 415 กิโลเมตร มีหลุมฝังศพมากกว่า 100 แห่ง หรือเฉลี่ยแล้วมีผู้สังเวยชีวิต 2-3 คนทุกๆ
10 เมตรของทางรถไฟสายมรณะ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางรถไฟส่วนที่อยู่ในพม่าได้ถูกรื้อถอนไปเกือบหมด ประเทศไทยจึงได้รับบทบาทในการบันทึกประวัติศาสตร์ โดยมีทางรถไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ รวมถึงสะพานแม่น้ำแคว,ทางรถไฟริมหน้าผา, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และสุสานทหารสัมพันธมิตร ที่ทุกวันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจ.กาญจนบุรี แต่เบื้องหลังของอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์คือความสูญเสีย ความเจ็บปวด ที่เตือนใจผู้คนว่า “เราจะหวงแหนสันติภาพได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อยอมรับและจดจำประวัติศาสตร์เท่านั้น”.


