บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิง (Alibaba Group Holding) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเป็นการชั่วคราว ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถกลับมาดำเนินการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐอเมริกาได้อีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน หลังจากที่บริษัทถูกบรรจุอยู่ในรายชื่อบัญชีดำของบริษัทที่ถูกระบุว่าสนับสนุนกองทัพจีน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลแขวงรัฐแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ มีคำสั่งห้ามกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บังคับใช้ข้อจำกัดด้านการจ้างล็อบบี้ยิสต์กับอาลีบาบา ในระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญของบริษัทต่อกฎหมายดังกล่าว คำสั่งนี้แม้จะไม่ใช่คำตัดสินขั้นสุดท้ายของคดีความ แต่ก็ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการถูกจำกัดสิทธิ์ในสหรัฐฯ และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมิกฎหมายระหว่างอาลีบาบากับเพนตากอน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน
มาตรการสั่งห้ามจ้างล็อบบี้ยิสต์ในตอนแรกนั้น สืบเนื่องมาจากเพนตากอนได้กำหนดให้อาลีบาบาอยู่ในรายชื่อบริษัทตามกฎหมายป้องกันประเทศ (NDAA) ซึ่งห้ามไม่ให้กระทรวงกลาโหมทำสัญญากับบริษัทล็อบบี้ยิสต์ใด ๆ ที่ทำงานให้กับบริษัทในบัญชีดำ ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้บริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ จำเป็นต้องเลือกเข้ารับงานระหว่างสัญญากับกระทรวงกลาโหมหรือการทำงานให้บริษัทสัญชาติจีนเหล่านี้
ก่อนหน้านี้ในต้นเดือนมิถุนายน 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เพิ่มชื่ออาลีบาบา พร้อมด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่น ๆ ของจีน เช่น ไป่ตู้ (Baidu) ยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ชเอนจินและปัญญาประดิษฐ์, ยูนิทรี โรโบติกส์ (Unitree Robotics) ผู้ผลิตหุ่นยนต์ รวมถึง บีวายดี (BYD) และ นีโอ (Nio) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เข้าไปในรายชื่อบัญชีดำตามมาตรา 1260H ซึ่งระบุถึงองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ที่วอชิงตันเชื่อว่ามีส่วนสนับสนุน "การผสานรวมระหว่างภาคพลเรือนและกองทัพ" ของจีน แม้การติดชื่อในบัญชีดำนี้จะไม่ส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรในทันที แต่จะทำให้บริษัทเหล่านี้เข้าถึงตลาดทุนของสหรัฐฯ และการประมูลสัญญากับรัฐบาลได้ยากลำบากขึ้น
หลังจากถูกขึ้นบัญชีดำได้สองสัปดาห์ อาลีบาบาได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต่อศาลแขวงแคลิฟอร์เนีย โดยปฏิเสธความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกองทัพจีน พร้อมระบุว่ามาตรการแบนล็อบบี้ยิสต์ของเพนตากอนนั้นละเมิดกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและสิทธิ์ในการแสดงออกของบริษัท
ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี


