เฉินเซี่ยงฉี ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวจีน ได้เปิดตัว "เอาต์ มิวเซียม" (Out Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะควียร์ (Queer) ของชาวจีนแห่งแรกของโลก ณ ไชนาทาวน์ ในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยย่านดังกล่าวถือเป็นชุมชนชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ เพื่อเป็นพื้นที่ในการแสดงออกทางศิลปะและบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) เชื้อสายจีนที่มักถูกมองข้าม
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์สมาคมประวัติศาสตร์จีนแห่งอเมริกา ปัจจุบันเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์ จัดแสดงผลงานศิลปะสองภาษา (จีน-อังกฤษ) จำนวนไม่ถึง 10 ชิ้น จากศิลปินในจีนและกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล เช่น ผลงานภาพถ่าย นิตยสารทำมือ (Zines) และงานศิลปะจัดวางแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Installation) แต่มีแผนที่จะขยายพื้นที่จัดแสดงและวันเวลาให้บริการต่อไปในอนาคต
ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ขณะที่เฉินเซี่ยงฉียังอาศัยอยู่ในประเทศจีน เธอได้เริ่มระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม Kickstarter เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ โดยมีผู้ร่วมบริจาคกว่า 2,000 คน ทว่าเธอตระหนักดีว่าโครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในบ้านเกิด เนื่องจากรัฐบาลจีนเริ่มปราบปรามพื้นที่เคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBTQ อย่างเข้มงวดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่างจากในอดีตช่วงปี 2556-2558 ที่ยังพอจัดนิทรรศการได้หากไม่ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของกลุ่มควียร์
ต่อมาในปี 2565 เธอได้เดินทางมายังสหรัฐฯ ในฐานะนักวิชาการรับเชิญที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ก่อนจะได้รับความสนใจจากผลงานนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียในซานฟรานซิสโกเมื่อปี 2567 จนนำไปสู่การสนับสนุนจากศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งซานฟรานซิสโกในการบ่มเพาะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ดิซอน ไหง ศิลปินที่เกิดในฮ่องกง หนึ่งในผู้ร่วมจัดแสดงผลงานกาน้ำชาเซรามิกจีนเพนต์มือ เผยว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดโอกาสให้กลุ่ม LGBTQ ชาวจีนได้ส่งเสียงของตัวเองสู่สังคม หลังจากที่สื่อกระแสหลักมักละเลยคนกลุ่มนี้ ขณะที่ เฮเลน เซีย นักเขียนและนักเคลื่อนไหวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ ระบุว่า การเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ในย่านไชนาทาวน์สะท้อนถึงทัศนคติของชุมชนคนกลุ่มนี้ที่เปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อน ซึ่งในอดีตเคยมีการประท้วงต่อต้านคู่รักเพศเดียวกันอย่างรุนแรง
แม้ว่าสมาคมจิตเวชศาสตร์แห่งประเทศจีนจะถอดถอนพฤติกรรมรักร่วมเพศออกจากรายชื่อความผิดปกติทางจิตตั้งแต่ปี 2544 แต่ในปัจจุบัน คู่รัก LGBTQ ในจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงไม่ได้รับสิทธิ์ในการแต่งงานหรือรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย รวมถึงเผชิญข้อจำกัดในการขับเคลื่อนทางสังคม
ที่มา: Associated Press


