xs
xsm
sm
md
lg

สตาร์ตอัปจีนระดมทุนทะลุ 90 ล้านบาท พัฒนา "เครื่องกำจัดยุงด้วยเลเซอร์ AI" ยอดฮิต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โฟตอน แมทริกซ์ แล็บ (Photon Matrix Lab) บริษัทสตาร์ตอัปซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฉางโจว มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศจีน ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม อินดีโกโก (Indiegogo) โดยสามารถระดมทุนได้สูงถึง 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 91 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาเครื่องป้องกันยุงด้วยเลเซอร์แบบพกพา โดยยอดระดมทุนดังกล่าวสูงกว่าเป้าหมายแรกเริ่มที่ตั้งไว้เพียง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 670,000 บาท) เป็นอย่างมาก

ลอว์เรนซ์ เล้ง (Lawrence Leng) ผู้อำนวยการฝ่ายขายของบริษัทเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้สนับสนุนจากต่างประเทศมากกว่า 4,000 ราย ในกว่า 50 ประเทศ โดยผู้สนับสนุนแต่ละรายได้จ่ายเงินราว 630 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21,000 บาท) เพื่อสิทธิ์ในการรับอุปกรณ์ดังกล่าวเมื่อเริ่มกระบวนการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ตัวเครื่องใช้โมดูลระบบการมองเห็นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีลิดาร์ (Lidar) ในการตรวจจับและกำจัดยุงอย่างรวดเร็วขณะกำลังบินอยู่กลางอากาศ

เล้ง ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นที่เติบโตเต็มที่ของจีน ช่วยให้นักนวัตกรรมระดับรากหญ้าสามารถนำเทคโนโลยีทางการทหารหรืออุตสาหกรรม เช่น ลิดาร์ราคาประหยัด และระบบประมวลผลปลายทาง (Edge Computing) มาปรับใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว 

อย่างไรก็ตาม การผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในรูปแบบการระดมทุนมักประสบปัญหาความล่าช้า ซึ่งทางบริษัทได้เลื่อนกำหนดการส่งมอบสินค้าจากเดิมในช่วงต้นฤดูร้อนปีนี้ ออกไปเป็นเริ่มการผลิตในเดือนสิงหาคม 2569 โดยมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 500 ถึง 800 เครื่องต่อเดือน เนื่องจากความท้าทายในการปรับเทียบเซนเซอร์หลายตัว ทั้งระบบลิดาร์และเรดาร์คลื่นมิลลิเมตรให้มีความเสถียรและแม่นยำเท่ากันทุกเครื่องในสายการผลิต

นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับใบรับรองความปลอดภัย CE ของยุโรปภายในปี 2569 และกำลังเตรียมยื่นขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เลเซอร์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา โดยตัวเครื่องได้รับการออกแบบระบบความปลอดภัยแบบวงปิดและการป้องกันเชิงรุก 3 ชั้น รวมถึงระบบเรดาร์ตรวจจับมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เลเซอร์ยิงออกมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

ที่มา: South China Morning Post