ผู้เขียน ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ผู้เขียนไปอ่านเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ของสังคมจีนในปัจจุบันที่นักศึกษาจบใหม่หางานทำยากขึ้น คนที่อยู่ในตลาดแรงงานอยู่แล้วก็ประสบปัญหาหลายอย่างทั้งถูกเลิกจ้าง อายุเกิน 35 ปีหางานไม่ได้ หรือตำแหน่งงานไม่มีความมั่นคง ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในวันนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทันปรับตัวหรือไม่ทันตั้งตัว ผู้เขียนคิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจีนเท่านั้น ตลาดแรงงานที่ประเทศไทยก็เช่นกัน
มีบทความหนึ่งในจีนขึ้นหัวข้ออย่างน่าสนใจว่า “แรงกดดันด้านตลาดแรงงาน ไม่ใช่แค่ความรู้สึก” ปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนที่ทำให้ตลาดแรงงานมีความท้าทายคือ โครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านแบบเชิงลึก อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีความต้องการแรงงานลดลงอย่างมาก ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล แม้จะมาแรง แต่ยังอยู่ในขั้นที่ขับเคลื่อนด้วยเงินทุนและการจ้างงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มทักษะสูงไม่กี่ด้าน เช่น การวิจัยพัฒนา วิศวกรรมเทคนิค การดูแลระบบ ขนาดการจ้างงานจึงถูกจำกัด มาตรฐานการคัดเลือกสูง จึงยากที่จะมีการจ้างงานในวงกว้างและทั่วถึงได้ในระยะสั้น
ต่อมาคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น การดำเนินธุรกิจมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริษัทต่างๆ ระมัดระวังในการรับพนักงานมากขึ้น แนวคิดที่ไม่จำเป็นก็ไม่รับหรือเลือกการจ้างแบบเหมาช่วง (outsource) มีมากขึ้น ความต้องการแรงงานของบริษัทยืดหยุ่นมากขึ้น การจ้างพนักงานประจำสักคนที่ต้องมีสัญญาการทำงานระยะยาวกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
สุดท้ายคือการฟื้นตัวของภาคบริโภคในประเทศจีนยังอ่อนแรง ภาคบริการ ภาคร้านอาหาร ภาคค้าปลีก ภาคท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ขยายตัวช้า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากคนจีนไม่กล้าใช้เงินและมูลค่าทรัพย์สินในมืออย่างอสังหาฯมีมูลค่าลดลง เช่น ก่อนหน้านี้เกิดไวรัลในจีนอย่าง การท่องเที่ยวแบบยาจกหรือ 穷游 อ่านว่า สยงโหยว คือการแชร์กลยุทธ์การท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้เงินน้อยและประหยัดที่สุด ต่อมาคือธุรกิจบริการขนาดกลางและขนาดเล็กทำกำไรยากขึ้น กำไรที่ได้ก็มีแนวโน้มลดลงเนื่องจาก “สงครามหั่นราคา”ในประเทศ ทำให้บริษัทพวกนี้หันไปจ้างงานพาร์ทไทม์มากขึ้นและลดระยะเวลาการจ้างงานของพนักงานประจำลง
ในปี 2025 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยาวนาน อัตราการว่างงานของกลุ่มอายุ 16-24 ปี (ไม่รวมผู้ที่ยังศึกษาอยู่) อยู่ในระดับ 16%-18% (ถึงแม้รัฐบาลจีนประกาศว่าจะหยุดรายงานตัวเลขพวกนี้แล้วแต่ในภาคสังคมก็ยังจับตาตัวเลขว่างงานนี้กันมากอยู่) คนจีนรุ่นใหม่หันไปสอบเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐกันมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านรายได้และอาชีพของตัวเองในระยะยาว จำนวนผู้สมัครสอบข้าราชการพลเรือน ที่จีนเรียกว่า 国考 อ่านว่า กั๋วเข่า ของปี 2026 อยู่ที่ 3.7 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ในขณะเดียวกันค่านิยมการกลับบ้านเกิดไปทำงานหรือการชะลอการหางาน หรือแม้กระทั่งคนที่มีฐานะดีอาจจะเลือกกลับบ้านไปทำ “อาชีพลูก” เต็มเวลาคือรับเงินเดือนจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายแล้วทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลฯ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกที่พบเห็นได้ทั่วไปในจีน เป็นผลจากแรงบีบคั้นเชิงระบบของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 จากตัวเลขที่ประกาศของธนาคารโลก เกี่ยวกับอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของจีน (Labor Force Participation Rate หรือสัดส่วนของคนในวัยทำงานที่ "อยู่ในตลาดแรงงาน" ไม่ว่าจะมีงานทำอยู่แล้วหรือว่างงานอยู่แต่กำลังมองหางาน) ช่วงปี 2023-2025 ลดลงประมาณ 1.9-2.3% ซึ่งหากอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงทุก 1% หมายความว่ามีคนประมาณ 7-8 ล้านคน ไม่มีงานทำ ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขจริงที่จำนวนแรงงานในระบบลดน้อยลง 15-18 ล้านคน คนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ว่างงานทั้งหมด แต่อาจจะเลื่อนการหางานออกไป เรียนต่อ หรือดูแลครอบครัวเต็มเวลา คนกลุ่มนี้เองเป็นกลุ่มที่คิดว่าการหางานในยุคนี้นั้นยากที่สุด
"การหางานยาก" ของนักศึกษามหาวิทยาลัย และ "กระแสสอบเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ" เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ความยากลำบากหางานสรุปได้ในประโยคเดียวว่า “วุฒิการศึกษากำลังสูงขึ้น แต่โอกาสกลับกำลังหดตัว” คนจีนจำนวนไม่น้อยมีวุฒิปริญญาตรีหรือแม้แต่ปริญญาโท แต่กลับพบว่าตำแหน่งงานออฟฟิศลดลง ฐานเงินเดือนต่ำกว่าที่ประกาศโฆษณา ในขณะเดียวกันแรงงานในรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ในจีนมีมากขึ้น เช่น ไรเดอร์ส่งอาหาร คนขับรถผ่านแอป อินฟลูฯไลฟ์สตรีมมิ่ง ฟรีแลนซ์ เป็นต้น ซึ่งในโซเซียลจีนจะเห็นคนจบปริญญาตรี-โทหรือแม้แต่ปริญญาเอกไม่น้อยหันมาทำอาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร แพลตฟอร์ม เช่น โต่วอิน (TikTok เวอร์ชั่นจีน) ก็สนับสนุนการจ้างงานแบบอิสระ แต่ปัญหาในการทำงานสายนี้ก็มีปัญหาอยู่เช่นกัน เช่น รายได้ผันผวนสูง หลักประกันสังคมที่อาจจะไม่มี การประกันอุบัติเหตุจากการทำงานและหลักประกันสุขภาพไม่เพียงพอ
สำหรับคนที่ออกไปขายแรงงานต่างถิ่นหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า 农民工 อ่านว่า หนงหมินกง ซึ่งคนพวกนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบทจะหาโอกาสเข้าเมืองเพื่อทำงานตามไซด์ก่อสร้างต่างๆ แต่เนื่องจากการชะลอตัวของภาคอสังหาฯและโครงการของรัฐ ทำให้งานลดน้อยลงและระยะเวลาการจ้างงานสั้นลงไปด้วย ณ สถานการณ์ปัจจุบันในจีนซึ่งไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โต คือ ไซต์งานก่อสร้างจำนวนมากต้องหยุดกลางคันเพราะขาดแคลนเงินทุน และการค้างจ่ายค่าแรงก็เป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วไป การจ้างงานของคนกลุ่มขายแรงงานต่างถิ่นเชื่อมโยงกับรายได้ที่ของครอบครัวของพวกเขาในชนบทด้วย เช่น ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวเข้ามาทำงานในไซด์ก่อสร้าง สร้างรายได้ส่งให้ครอบครัวก็พอที่จะหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่หากไม่มีงาน ไม่มีเงินแล้ว ครอบครัวชนบทก็จะกระทบทั้งหมด
ตามข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ จำนวนแรงงานต่างถิ่นที่ย้ายข้ามมณฑลมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 78 ล้านคนในปี 2014 เหลือ 68 ล้านคนในปี 2024 ในอดีตการออกทำงานข้ามมณฑลมักมีรายได้ดีคุ้มค่า จึงดึงดูดแรงงานจำนวนมากให้เดินทางไปทำงานต่างถิ่น ปัจจุบันการทำงานข้ามมณฑลมีทั้งความเสี่ยงและต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้แรงงานเหล่านี้หากจะออกไปทำงานข้ามมณฑลเริ่มคิดกันว่า "ทำงานแล้วได้เงินหรือไม่ งานทำได้นานแค่ไหน คุ้มหรือไม่ที่จะออกไปทำงานไกลๆ"
ปัญหาการจ้างงานของจีนเปลี่ยนไป "จากปัญหาเชิงปริมาณ" ที่สมัยก่อนจะไปโฟกัสกับปัญหาจำนวนตำแหน่งงานที่มีอยู่ในตลาด ไปสู่ "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" คือ ตำแหน่งงานมีอยู่ แต่มีจำกัดและต้องการทักษะที่สูงขึ้น สำหรับคนที่ไม่มีทักษะจะหางานยากหรือสามารถหางานทำได้แต่รายได้ไม่ก้าวไปไหน ปัญหาการหางานยากของคนในยุคนี้ ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมา เช่น ทัศนคติของประชาชนด้านการใช้จ่ายหรือการแต่งงานมีครอบครัวมีลูกเปลี่ยนแปลงไป มีนักวิชาจีนมองว่าในปี 2026 และอนาคต ความขัดแย้งและความซับซ้อนของตลาดแรงงานจีนจะทวีความรุนแรงขึ้น สำหรับแรงงานแต่ละคน แล้วต้องมีความยืดหยุ่นหลายทักษะมากขึ้น จะหวังพึ่งพาให้รัฐบาลมาช่วยก็น่าจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ในโซเซียลจีนก็มีการถกเถียงกันว่า รัฐบาลจีนตบแต่งตัวเลขทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาดงานให้ดูดีเกินจริง แท้จริงแล้วประชาชนจำนวนมากกำลังลำบากกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและคนบางส่วนก็หางานทำไม่ได้มานานแล้ว!
มองจีนแล้วมองดูไทย ผู้เขียนมองว่าไทยเราเองก็กำลังประสบกับภาวะคล้ายๆกันในเรื่องของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้หางานยากมากขึ้น รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย ทำให้คนหันไปทำธุรกิจหรือค้าขายกันมากขึ้น(หลายธุรกิจคนขายมีมากกว่าคนซื้อ) หรือหันไปทำงานฟรีแลนซ์กันมากขึ้น คนที่ทำงานประจำอยู่ก็อาจจะต้องหางานที่ 2-3 ทำเพื่อพยุงรายได้ให้อยู่รอด แต่สถานการณ์ที่ไทยมีปัญหาที่หนักมากกว่าจีนคือ การเติบโตและโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างเปราะบาง ปัญหาคอรัปชันแบบฝังราก การถูกต่างชาติเข้ามาแย่งงานแย่งตลาดทำธุรกิจ และอื่นๆอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงนั้นมาแล้วและกำลังมาไวขึ้น สุดท้ายแล้วประชาชนทุกคนก็ต้องปรับตัวและตนเป็นพึ่งแห่งตนกันไป


