MGR Online/ มณีนาถ อ่อนพรรณา: โรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือสถาบันการศึกษาที่ปลูกฝังแนวคิดการบริหารประเทศให้กับสมาชิกพรรคฯ และผู้บริหารประเทศจีนในระดับต่าง ๆ ที่นี่ไม่เพียงแต่สอนทฤษฎีชี้นำและอุดมการณ์ และยังเป็นเป้าหลอมของบรรดาข้าราชการทั่วทั้งประเทศจีน
โรงเรียนพรรคแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC Central Party School) กรุงปักกิ่ง เป็นสถานที่ที่บรรดาข้าราชการและผู้ปฏิบัติงานของพรรคฯ จะต้องเข้ามารับการบ่มเพาะและปลูกฝังแนวคิดในการปฏิบัติงานตามทฤษฎีการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ผู้บริหารของโรงเรียนพรรคฯ ได้กล่าวถึงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารจัดการสังคมและการรักษาเสถียรภาพของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
นายเซี่ย ชุนเถา รองอธิการบริหารโรงเรียนพรรคแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเป็นกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน สมัยที่ 20 กล่าวว่าก่อนการปฏิรูปและเปิดประเทศ จีนดำเนินงานภายใต้ระบบที่เรียกว่า “คอมมูน” ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะสังกัดหน่วยงานของรัฐ โรงงาน หรือองค์กรส่วนรวมอย่างชัดเจน แต่หลังการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ โครงสร้างดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการเกิดขึ้นของภาคเอกชน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบเดิม
ภายใต้สังคมที่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน
พรรคคอมมิวนิสต์จีนมองว่าการรักษาความเป็นเอกภาพและความเป็นระเบียบของสังคมเป็นความท้าทายสำคัญ จึงได้สร้างเครือข่ายองค์กรพรรคที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีสมาชิกมากกว่า100 ล้านคน และมีองค์กรพรรคระดับรากหญ้ามากกว่า5 ล้านแห่ง กระจายอยู่ในชุมชน หมู่บ้าน สถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และองค์กรทางสังคมต่าง ๆ เครือข่ายดังกล่าวทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างพรรคกับประชาชน และถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่ระดับท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นรูปแบบการบริหารจัดการสังคมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน
“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” หัวใจของแนวคิดสี จิ้นผิง
นายเซี่ย ชุนเถา รองอธิการบริหารโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก โดยยกคำกล่าวที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางคือ“ประเทศชาติคือประชาชน และประชาชนก็คือประเทศชาติ”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความเชื่อว่าการบริหารประเทศจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในวัยหนุ่มของสี จิ้นผิง ซึ่งถูกส่งไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านยากจนในพื้นที่ชนบทของมณฑลส่านซีเป็นเวลานานถึง7 ปี ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้นายสี จิ้นผิงให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตของประชาชน
แนวคิดนี้เชื่อมโยงเข้ากับนโยบายสำคัญของจีนในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาทั้งการขจัดความยากจน, การขยายระบบสวัสดิการ การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของแนวคิด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
การต่อต้านคอร์รัปชันจากมุมมองจีน
การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องหนึ่งที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก และฝังรากลึกมาเป็นเวลานาน
ในทัศนะของตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน มองว่า การปราบปรามคอร์รัปชันในประเทศกำลังพัฒนาเป็นเรื่องยาก เนื่องจากระบบการเมืองบางแห่งต้องพึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มทุนหรือภาคธุรกิจในการหาเสียงเลือกตั้ง นักการเมืองบางคนยอมรับว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มทุน และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องตอบแทนผลประโยชน์ให้กับผู้สนับสนุนเหล่านั้น ทำให้เกิดวงจรความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ที่ยากจะตัดขาด
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจีนได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การต่อต้านคอร์รัปชันจะเป็นเรื่องยากในทุกประเทศ แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ของผู้นำและผู้มีอำนาจในการผลักดันการปฏิรูป ภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง จีนได้กำหนดแนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันผ่านหลักการสำคัญ คือ การทำให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้าทุจริต ไม่สามารถทุจริต และไม่คิดจะทุจริต ”不敢腐、不能腐、不想腐 ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรือระดับอำนาจ
ปัจจุบันหน่วยงานตรวจสอบของจีนมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการติดตามและตรวจสอบการทุจริต ทำให้การกระทำผิดถูกตรวจพบได้รวดเร็วขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางสังคม การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง คือองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศจีน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถรักษาอำนาจในการปกครองประเทศจีนเอาไว้ได้.


