xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights : ชาวจีนต้องปรับตัวกันอย่างไรในยุคของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 หุ่นยนต์ถูกพัฒนาให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ในหลากหลายกิจกรรมมากขึ้น (ภาพจาก เวยปั๋ว)
ผู้เขียน ร่มฉัตร จันทรานุกูล

เมื่อปี 2024 จำนวนหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ติดตั้งใหม่ทั่วโลกสูงถึง 542,000 เครื่อง โดยภายในประเทศจีนเองมีการติดตั้งสูงถึง 295,000 เครื่อง คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งโลก และเมื่อปี 2025 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) ที่จำหน่ายทั่วโลกประมาณ 84.7% ผลิตโดยบริษัทจีน ดังนั้นกระแสของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์แห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตการทำงานของคนทุกคน มีข้อมูลจากสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (International Federation of Robotics: IFR) แสดงให้เห็นว่า จีนได้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของโลก, ศูนย์กลางการผลิตขั้นสูง และศูนย์กลางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI

ในปี 2026 นี้จีนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรด้าน AI มากกว่า 5 ล้านคน ดังนั้นคนจีนรุ่นใหม่จึงกำลังเผชิญความจริงสองด้านพร้อมกัน คือ ด้านหนึ่งคือความกังวลว่าตำแหน่งงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี กับ อีกด้านคือโอกาสจากการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมใหม่นี้

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงมีคำถามที่ทำให้คนจีนตั้งคำถามกันบ่อยๆว่า “จะอยู่รอดอย่างไรในยุค AI ? ” หลังจากการมีขึ้นของหุ่นยนต์และ AI มีการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริงในหลายอุตสาหกรรมของจีน เช่น ในงานด้านกฎหมายของสำนักงานกฎหมายต่างๆ เริ่มมีการนำ AI เข้ามาใช้และสามารถช่วยงานพื้นฐานจริงได้มาก อย่างการค้นหาบทบัญญัติกฎหมาย, รวบรวมคำพิพากษา, วิเคราะห์คดีเบื้องต้น และร่างสัญญาทางกฎหมาย ผลกระทบที่ตามมาคือความต้องการผู้ช่วยทนายที่ทำงานเชิงธุรการลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่คนที่ยังอยู่รอดได้ จำเป็นต้องมีคุณสมบัติใหม่ อย่างการใช้งาน AI ได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นได้, คัดกรองข้อมูลได้ ทำให้โดยรวมมาตรฐานของอาชีพจึงสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ในด้านวงการสื่อและข่าวสารของจีน ปัจจุบัน AI สามารถเขียนข่าวประเภทมาตรฐานได้ภายในไม่กี่วินาที เช่น ประเภทข่าวกีฬาและข่าวทางเศรษฐกิจการเงิน ผลที่เกิดขึ้นคือ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตำแหน่งบรรณาธิการข่าวในสื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมของจีนลดลงไปเกือบ 40% อีกทั้งยังมีการพัฒนานักข่าว AI ออกมานั่งอ่านข่าวในสตูดิโอเหมือนนักข่าวที่เป็นมนุษย์จริงๆ อีกอาชีพคือนักออกแบบที่ปัจจุบัน AI สามารถเข้ามาทำแทนมนุษย์ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว AI สามารถสร้างภาพออกแบบได้หลายร้อยแบบภายในไม่กี่นาที ทำให้บริษัทจีนจำนวนไม่น้อยเริ่มใช้ AI ทำงานร่างแบบแทนนักออกแบบแล้ว

วงการพัฒนาซอฟแวร์และโปรแกรมเมอร์เป็นอาชีพที่เคยเนื้อหอมในจีน และมีรายได้มหาศาล ปัจจุบันเหล่านักพัฒนาซอฟแวร์และโปรแกรมเมอร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะ AI ปัจจุบันสามารถเขียนโค้ดพื้นฐานได้โดยอัตโนมัติ บางตัวสามารถทำโค้ดที่ซับซ้อนได้ ทำให้อัตราการเติบโตของความต้องการโปรแกรมเมอร์ในจีน ปัจจุบันลดลง 28% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน

การ์ตูนเสียดสีเมื่อมนุษย์ถูกหุ่นยนต์แย่งงาน (ภาพจาก Baidu Baike)
เพราะงานในจีนหลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายตำแหน่ง เริ่มใช้เทคโนโลยี AI หรือหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ทำให้ในจีนเริ่มมีคดีความที่เป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับแรงงานมนุษย์ที่ถูก AI เข้ามาแทนที่ กรณีตัวอย่างที่เพิ่งเกิดเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ชายจีนอายุ 35 นายโจว ทำงานในบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่งในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ หลังจากบริษัทอัพเกรดระบบเป็นเทคโนโลยี AI นายโจวได้รับการแจ้งจากบริษัทว่า AI นี้สามารถทำงานตรวจสอบคุณภาพได้อย่างเบ็ดเสร็จจึงไม่ต้องการแรงงานมนุษย์แล้ว ทำให้เขาถูกย้ายและลดตำแหน่งจากหัวหน้าฝ่ายไปเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทั่วไปและเงินเดือนก็ถูกลดจาก 25,000 หยวนหรือประมาณ 1.2 แสนบาท เหลือ 15,000 หยวนหรือประมาณ 7.5 หมื่นบาท แต่นายโจวปฏิเสธการย้ายตำแหน่ง ทำให้บริษัทเลิกจ้างเขา นายโจวจึงร้องเรียนต่อศาลถึงการที่บริษัทเลิกจ้างเขาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สุดท้ายศาลตัดสินให้บริษัทชดเชยเขาจำนวน 260,000 หยวน หรือประมาณ 1.24 ล้านบาท คดีนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องสิทธิแรงงานในยุค AI เท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามใหม่อีกว่า หากตำแหน่งงานถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลิกจ้างแล้ว อะไรคือเกราะป้องกันของแรงงานมนุษย์ ?


จากรายงานสำรวจสถานการณ์การอยู่รอดของคนหนุ่มสาวในตลาดแรงงานยุค AI ที่เผยแพร่โดย Zhaopin Recruitment ในปี 2025 พบว่า 76% ของคนทำงานรู้สึกว่า AI คุกคามตำแหน่งงานของตน และ 42% รู้สึกว่า AI ได้เริ่มเข้ามาทำงานพื้นฐานแล้ว อีกส่วนมีมากกว่า 60% กังวลต่ออนาคตอาชีพของตนเองในอีก 5 ปีข้างหน้า ความวิตกกังวลของคนในวัยทำงานเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลเพราะปัจจุบันบางตำแหน่งงานใช้หุ่นยนต์และ AI มากขึ้น หลายหน่วยงานเอกชนก็กำลังลดขนาดแรงงาน ตั้งแต่งานโรงงานไปจนถึงงานบริษัท มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดระบุว่า ประมาณ 47% ของงานทั่วโลก มีโอกาสถูกแทนที่ด้วย AI และหุ่นยนต์ โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนชัดเจน, ทำซ้ำ, ใช้ทักษะต่ำ มีอัตราความเสี่ยงในการถูกแทนที่สูงกว่า 70%

ถึงแม้ว่าการมีขึ้นของเทคโนโลยียุคใหม่จะนำมาซึ่งภัยคุกคาม แต่กลุ่มคนที่ได้รับโอกาสและตำแหน่งงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นก็มีมากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ฝึกสอน AI (AI Trainer), ผู้เชี่ยวชาญจริยธรรม AI (AI Ethics Specialist), ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ AI (AI Product Manager), วิศวกรดูแลและบำรุงรักษาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เป็นต้น อาชีพเหล่านี้เมื่อสิบปีก่อนแทบไม่มีใครเคยได้ยิน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นอาชีพที่ตลาดแรงงานจีนต้องการอย่างมาก ตามรายงานวิเคราะห์สถานการณ์การจ้างงานในอาชีพใหม่ของกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมจีน ปี 2025 พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนมีอาชีพใหม่ในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นกว่า 100 อาชีพ สร้างการจ้างงานมากกว่า 30 ล้านตำแหน่ง โดยกว่า 75% ของการจ้างงานเป็นคนรุ่นหลังปี 1990 คลื่น AI ไม่ได้ต้องการกำจัดแรงงานมนุษย์ออก แต่กำลังกำจัดคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและยึดติดกับทักษะแบบเดิม

เส้นทางการเอาตัวรอดและเติบโตในยุค AI ของแรงงานจีนยุคใหม่ มีการถกเถียงและเป็นประเด็นในโซเซียลอย่างมาก มีกรณีศึกษาจากเสี่ยวหวังที่แชร์เรื่องราวของตัวเอง จากพนักงงานการตลาดธรรมดาก้าวสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด AI เสี่ยวหวังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สาขาการตลาด หลังเรียนจบเธอทำงานในบริษัทโฆษณา 3 ปี งานประจำวันของเธอคือ แจกใบปลิว จัดกิจกรรมออฟไลน์และประสานงานทั่วไปเงินเดือนที่ได้รับไม่สูงและมองไม่เห็นโอกาสเติบโตในอนาคต จนในปี 2024 เธอสังเกตเห็นว่า แม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทแบบดั้งเดิมจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะใช้ AI ทำการตลาดอย่างไร ตลาดกำลังขาดคนที่เข้าใจการตลาด และเข้าใจ AI ไปพร้อมกัน ทำให้เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ เธอใช้เวลาหลังเลิกงานเรียนหลักสูตร AI Marketing ออนไลน์ ศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการวิเคราะห์ลูกค้าด้วย AI, การสร้าง User Personal , การลงโฆษณาอัจฉริยะและการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI และเธอก็ได้สอบใบรับรองด้าน AI Marketingในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน เธออาสาทำแผนการตลาด AI ฟรีให้ธุรกิจขนาดเล็ก 3 แห่ง แล้วนำผลงานไปเผยแพร่บนโซเซียลมีเดีย เพื่อสร้าง Portfolio จนสุดท้ายเธอได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานในบริษัทการตลาดดิจิทัลชั้นนำของจีน ในตำแหน่งผู้รับผิดชอบโครงการ AI Marketing เธอรับผิดชอบโครงการหนึ่ง เพื่อช่วยแบรนด์เครื่องสำอางจีนวางกลยุทธ์การตลาดด้วย AI ผลลัพธ์คือยอดขายของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นถึง 68% ด้วยผลงานดังกล่าวเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าโครงการภายในเวลาเพียง 1 ปี และมีรายได้มากกว่างานเดิมถึง 3 เท่า เรื่องราวของเสี่ยวหวังแสดงให้เห็นว่า AI ไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์เสมอไป แต่อาจเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้มนุษย์สามารถแซงทางโค้งและเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ดังนั้นความสามารถในการเรียนรู้และการเปิดรับสิ่งใหม่จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่สุด

ตำรวจหุ่นยนต์
อีกกรณีคือ เสี่ยวหลี่ ผู้ที่เรียนแพทย์จากสายธรรมดาเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่ Medical AI เดิมทีเขาศึกษาด้าน
แพทยศาสตร์คลินิก (Clinical Medicine) หลังเรียนจบ เขาพบว่าการสอบเข้าทำงานในโรงพยาบาลใหญ่มีการแข่งขันสูงมาก โอกาสมีค่อนข้างจำกัด วันหนึ่งเขาเห็นประกาศรับสมัครนักเรียนในหลักสูตร "Medical AI" จึงตัดสินใจสมัครเรียน ภายในหลักสูตร เขาได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เช่น การทำ Annotation ภาพทางการแพทย์, การติดป้ายกำกับข้อมูลทางการแพทย์, การฝึกโมเดล AI, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ด้านสุขภาพ และการนำ AI ไปใช้งานจริงในโรงพยาบาล ต่อมาศูนย์ได้ส่งเขาไปฝึกงานในบริษัท Medical AI แห่งหนึ่ง เขาได้มีส่วนร่วมในโครงการ AI ช่วยวินิจฉัยภาพ CT ปอด หลังจบการฝึกอบรมบริษัทรับเขาเข้าทำงานทันที ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกหลักของทีมโครงการ รับผิดชอบการบริหารทีม Data Annotation, การปรับปรุงประสิทธิภาพโมเดล AI และการฝึกระบบ AI ทางการแพทย์ รายได้ของเขาสูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นแพทย์ประจำในโรงพยาบาลเสียอีก


จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า หนทางอยู่รอดในยุค AI อาจจะไม่ใช่การต่อสู้กับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI และใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพของตนเอง   

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยสื่อสารมวลชนแห่งประเทศจีน ปี 2025 พบว่า คนที่ใช้ AI ในการทำงานเป็นประจำ มีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นเฉลี่ย 35% และมีโอกาสได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือนสูงกว่าคนที่ไม่ใช้ AI ถึง 47% แต่อย่างไรก็ตาม AI เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ไม่ควรพึ่งพาอย่างสมบูรณ์ เพราะทุกผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น ยังคงต้องผ่านการตรวจสอบ การแก้ไข และการต่อยอดโดยมนุษย์อยู่ เพราะหากปล่อยให้ AI คิดแทนทุกอย่าง สุดท้ายมนุษย์อาจกลายเป็นผู้ถูก AI ควบคุมเสียเอง เหมือนกับบางหน่วยงานศึกษาเริ่มเป็นกังวลกับการใช้ AI ในหมู่นักศึกษามากขึ้น เนื่องจากการพึ่งพา AI มากเกินไป ทำให้นักเรียนนักศึกษาขาดระบบการคิดและวิเคราะห์เนื่องจากไปเชื่อ AI หรือให้ AI ทำการบ้านหรือรายงานแทนทั้งหมด

ผู้เขียนมองว่า ในยุค AI การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครทำงานได้เร็วกว่า AI แต่การแข่งขันที่แท้จริงคือใครมีความสามารถที่ AI ไม่มี เช่น AI สามารถเขียนข่าวได้ แต่ไม่สามารถลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้คนจริงๆ และถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความรู้สึกและความเป็นมนุษย์ได้ AI สามารถสร้างภาพออกแบบได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจความต้องการเชิงลึกของผู้ใช้หรือสร้างรสนิยมทางศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ AI สามารถค้นหาข้อกฎหมายได้ แต่ไม่สามารถทำหน้าที่แทนทนายความในการใช้เหตุผลเชิงลึกหรือเข้าใจความทุกข์ของลูกความได้อย่างแท้จริงAI สามารถช่วยวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้ แต่ไม่สามารถทดแทนความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยได้ มนุษย์มีอารมณ์ที่ซับซ้อน งานจำนวนมากในโลกปัจจุบันคือการทำงานกับคน ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทำแทนได้ ดังนั้น AI อาจจะไม่ใช่ศัตรูเสมอไป แต่เป็นปีกคู่ใหม่ที่ช่วยให้บินได้ไกลกว่าเดิม หากเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างถูกต้อง