เฉียน หย่ง (Qian Yong) วัย 43 ปี เปิดคลินิกรักษาสัตว์แบบเรียบง่ายในพื้นที่ชนบทของเมืองถังซาน มณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของประเทศจีน เขาได้รับฉายาจากสื่อท้องถิ่นและชาวเน็ตว่าเป็น "หมอฮัวโต๋แห่งวงการสัตวแพทย์" (หมอฮัวโต๋เป็นหมอเทวดาในประวัติศาสตร์จีน)
นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เฉียนได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการทำงานรวม 76 คลิป ซึ่งบางคลิปมียอดกดไลก์สูงกว่า 2.5 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นขั้นตอนการรักษาที่เน้นการสัมผัสตัวสัตว์ วัดไข้ และสอบถามอาการจากเจ้าของ ก่อนจะวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ขั้นสูงใด ๆ
ยารักษาโรคที่เฉียนจัดให้มีราคาถูกมาก ยาเม็ดบางชนิดมีราคาต่ำกว่า 1 หยวน (ประมาณ 5 บาท) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโรงพยาบาลสัตว์ในเมืองใหญ่ที่คิดค่ารักษาโรคทั่วไปเป็นหลักร้อยหรือหลักพันหยวน ทั้งนี้ เฉียนจะไม่คิดค่าบริการตรวจโรค แต่จะคิดเฉพาะค่ายา ค่าฉีดยา หรือค่าน้ำเกลือเท่านั้น แม้กระทั่งการผ่าตัดบางประเภทก็มีราคาเริ่มต้นเพียง 30 หยวน (ประมาณ 140 บาท) ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากยอมขับรถมาไกลเพื่อพาสัตว์มารักษากับเขา ตัวอย่างเช่น กรณีสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ตัวหนึ่งที่มีอาการอ้วก เป็นฟองที่ปาก และท้องอืดจนลุกไม่ขึ้นมานาน 24 ชั่วโมง หลังจากเฉียนฉีดยาให้ 2 เข็มและให้ยาเม็ดไปทาน สุนัขตัวดังกล่าวสามารถลุกขึ้นยืนและวิ่งได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยมีค่ารักษาพยาบาลรวมเพียง 45 หยวน (ประมาณ 210 บาท)
ประวัติของเฉียน หย่ง เคยเข้าร่วมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนใน 2544 และทำหน้าที่เป็นครูฝึกสุนัขทหารเป็นเวลา 8 ปี หลังจากปลดประจำการเขาได้ลองทำอาชีพอื่นรวมถึงการเปิดร้านอาหารขนาดเล็ก แต่ด้วยความรักในสัตว์เลี้ยงจึงตัดสินใจเข้าสู่วงการสัตวแพทย์ โดยศึกษาทางไกลด้านแพทยศาสตร์สัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Agricultural University) ระหว่าง 2557 ถึง 2560 จนจบปริญญา
แม้จะถูกยกย่องว่าเป็นหมอเทวดา แต่เฉียนยอมรับว่ารู้สึกกดดันและระบุว่าข้อดีที่สุดของเขาคือ "ราคาถูก" และการใช้ "ประสบการณ์" เป็นหลัก ซึ่งก็มีความเสี่ยงสำหรับสัตว์ที่มีโรคประจำตัวมาแต่กำเนิดหรือแพ้ยา เนื่องจากเขาไม่มีเครื่องมือตรวจวัดอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เขาพยายามกดราคาให้ต่ำที่สุด เพราะในสังคมชนบทมีหลายครอบครัวที่จำใจต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงเวลาป่วยเพราะไม่มีเงินรักษา การทำเช่นนี้จึงช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่น้อง ๆ สัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น
ที่มา: South China Morning Post


