xs
xsm
sm
md
lg

ผลสำรวจชี้ บริษัทต่างชาติกว่า 95% เตรียมคงระดับ-เพิ่มการใช้เงินหยวนทำธุรกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ธนาคาร Bank of China หนึ่งในธนาคารรัฐรายใหญ่ของจีนเปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ความต้องการใช้เงินหยวนในภาคธุรกิจระดับโลกกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากผลของความพยายามในระยะยาวของรัฐบาลปักกิ่งที่ต้องการผลักดันให้เงินหยวนก้าวสู่สากล โดยผลสำรวจพบว่า บริษัทในต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 95 คาดว่าจะคงระดับหรือเพิ่มการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยสกุลเงินหยวนในปีหน้า

รายงานดังกล่าวระบุว่า ร้อยละ 34.5 ของบริษัทต่างชาติที่ทำแบบสำรวจ คาดว่ายอดการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยเงินหยวนจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ร้อยละ 61.4 คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งผลลัพธ์นี้สะท้อนถึงความเต็มใจที่มั่นคงในการใช้เงินหยวน โดยสัดส่วนของบริษัทต่างชาติที่คาดว่าการใช้งานจะลดลงนั้น ดิ่งลงเหลือเพียงร้อยละ 4.1 จากเดิมที่เคยสูงถึงร้อยละ 21.6 ในปีก่อนหน้า

การสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นสถานประกอบการจำนวน 3,501 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทในประเทศจีน 2,488 แห่ง และบริษัทในต่างประเทศ 1,013 แห่ง นอกจากนี้ยังมีธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศร่วมตอบแบบสอบถามอีก 108 แห่ง

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า บริษัทต่างชาติมีความต้องการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินหยวนมากขึ้น โดยสัดส่วนของบริษัทที่วางแผนจะเก็บรายได้ในรูปเงินหยวนไว้เป็นเงินฝากเพื่อใช้ชำระค่าสินค้ากับจีนในอนาคต พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ร้อยละ 32 ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า เนื่องจากกำลังซื้อของเงินหยวนค่อนข้างมีเสถียรภาพและทยอยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ในด้านการลงทุน บริษัททุนต่างชาติมากกว่าร้อยละ 80 ระบุว่า พวกเขาใช้เงินหยวนในการลงทุนโดยตรงในประเทศจีน และมากกว่าครึ่งหนึ่งมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนเงินทุนในรูปสกุลเงินหยวนสำหรับการลงทุนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งจะเริ่มเห็นผล แต่เงินหยวนยังคงมีสัดส่วนตามหลังเงินดอลลาร์สหรัฐในเวทีโลกอยู่มาก โดยข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 เงินหยวนมีสัดส่วนในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 1.95 ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐครองสัดส่วนอยู่ถึงร้อยละ 56.77

ที่มา: South China Morning Post