โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
สำหรับท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวจีนมาโดยตลอด ผู้เขียนชื่อว่าไม่มากก็น้อยน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยิน โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One belt one road initiative : BRI) ของจีนกันมาบ้าง โครงการนี้เป็นนโยบายชูโรงของผู้นำจีนที่ต้องการเพิ่มการร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าเชื่อมต่อกับประเทศและภูมิภาคต่างๆทั่วโลกทั้งยุทธศาสตร์ทางบกและทางทะเล
นโยบายนี้ถูกประกาศขึ้นในปี 2013 โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นับว่าเป็นหนึ่งในโครงการของจีนที่ทะเยอทะยานมากที่สุดโครงการหนึ่ง เพราะจีนต้องการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานอันยิ่งใหญ่ ทั้งถนน ทางรถไฟ ท่าเรือ สายเคเบิลใต้ทะเล และนิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงจีนกับกว่า 150 ประเทศทั่วเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และละตินอเมริกา แน่นอนว่าโครงการเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จากข้อมูลที่รวบรวมถึงปี 2025 จีนได้ปล่อยเงินกู้และลงทุนผ่าน BRI ไปแล้วกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เบื้องหลังภาพความยิ่งใหญ่นั้น หลายประเทศที่เป็นคู่หุ้นส่วนของจีน กำลังตั้งคำถามกันว่า “เราได้รับโอกาสหรือกำลังเดินเข้าสู่กับดัก?”
สำหรับไทยเราเอง ผู้เขียนมองว่าคำถามนี้มีความสำคัญกับประเทศอย่างยิ่ง จากรายงานของ China BRI Investment Report 2025 จัดทำโดย Griffith Asia Instituteระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ไทยเป็นประเทศที่ได้รับการลงทุนภายใต้กรอบ BRI มูลค่ากว่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ และตลอดทั้งปี 2025 มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ราว 8.5 พันล้านดอลลาร์
ในเชิงกลไกการลงทุนของโครงการ BRI ดำเนินการผ่านสามช่องทางหลักคือ หนึ่ง. การให้สินเชื่อรัฐบาลต่อรัฐบาล ดังเช่นกรณี China Development Bank และ Export-Import Bank of China ปล่อยกู้ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อใช้สำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐมักมีเงื่อนไขให้ใช้บริษัทก่อสร้างจีนและวัสดุจากจีน (รายงานข่าวบนหน้าสื่อมักไม่เปิดเผยถึงเงื่อนไขนี้) สอง. การลงทุนโดยตรง เช่นกรณีบริษัทรัฐวิสาหกิจจีนเข้าซื้อหุ้นหรือร่วมทุนในโครงการพลังงาน เหมืองแร่ นิคมอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี สาม. สัญญาว่าด้วยการก่อสร้าง บริษัทจีนชนะประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในต่างประเทศ สร้างรายได้กลับบ้านในรูปค่าจ้างและค่าวัสดุ เช่น กรณี CRCC เข้ามาประมูลได้รับงานของรัฐฯ มากมายในไทย ทั้งสร้างตึก สร้างโครงรางรถไฟ ทุกวันนี้มีโครงการที่เป็นปัญหารคาราคาซัง มีอยู่ไม่น้อย
หลังจากโครงการเรือธงจีน BRI ดำเนินมากว่า 10 ปี ก็เริ่มเกิดปัญหาและข้อกังวลจากประสบการณ์หลายประเทศ อย่างเรื่องแรกคือ เรื่องของกับดักหนี้ (Debt Trap) คำว่า "กับดักหนี้" ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยนักวิชาการชาวอินเดียในปี 2017 เพื่ออธิบายรูปแบบที่จีนปล่อยเงินกู้มหาศาลให้ประเทศที่มีความสามารถชำระหนี้จำกัด จนเมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็ต้องยกสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ให้จีนเป็นการตอบแทน กรณีที่มีการอ้างถึงบ่อยที่สุดคือท่าเรือฮัมบันโตตาที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งในปี 2017 รัฐบาลศรีลังกาต้องให้สัญญาเช่า 99 ปีแก่บริษัทจีนเนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ปัจจุบันหนี้รวมของศรีลังกาต่อจีนอยู่ที่ราว 19.5 พันล้านดอลลาร์ อีกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในลาว ปัจจุบันลาวมีอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP เกิน 100% หลังการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟจีน-ลาว ขณะนี้มีกระแสข่าวว่ามีการเจรจาเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การถ่ายโอนสิทธิ์ควบคุมโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าของลาวให้แก่จีน
รายงานของ Lowy Institute ปี 2025 ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องชำระหนี้ให้จีนรวม 35,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียว โดย 22,000 ล้านดอลลาร์เป็นภาระของ 75 ประเทศยากจนที่สุดในโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่า "จีนกำลังเปลี่ยนจากนายธนาคารสู่นายหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา" และเมื่อ BRI ดำเนินมา 10 กว่าปี พบว่า 80% ของสินเชื่อรัฐบาลจีนไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังประสบปัญหาหนี้สิน
การศึกษาสัญญา BRI กว่า 100 ฉบับ โดย AidData พบว่าสัญญา BRI ของจีนที่ทำกับประเทศต่างๆ มีรูปแบบ ได้แก่ บทบัญญัติที่ห้ามเปิดเผยเงื่อนไขสัญญา บทบัญญัติ "cross-default" ที่เงื่อนไขในสัญญากู้เงินที่ระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้กับเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง จะถือว่าผิดนัดกับเจ้าหนี้รายนี้ด้วยทันที และข้อกำหนดให้เก็บเงินรายได้จากโครงการไว้ในบัญชีที่ควบคุมโดยจีน โดยวิธีนี้จะเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหนี้จีนได้สิทธิ์ชำระก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
ต่อมาคือกระแสผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน โครงการของจีนจำนวนมากถูกวิจารณ์ว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าเกณฑ์สากล บริษัทรับเหมาจีนมักนำแรงงานของตัวเองมาแทนที่จะจ้างคนท้องถิ่น ในบางกรณียังมีรายงานการละเมิดกฎหมายท้องถิ่นและทิ้งความเสียหายไว้ กรณีของไทยเขตที่จีนเข้าไปลงทุนเยอะๆ ก็เริ่มเกิดปัญหาเช่นนี้มากขึ้นแล้วเช่นกัน ทั้งโครงการก่อสร้างที่กระทบสิ่งแวดล้อม-กระทบคนท้องถิ่น คนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์ คนงาน ร้านอาหาร เป็นของชาวจีนหมด เป็นต้น
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องฉลาดและเฉลียวเช่นกัน (หรือบางทีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนอาจจะถูก “เงินทอน” บังตาทำให้ไม่เห็นสิ่งผิดปกติของโครงการจีน) ความเสี่ยงที่ไทยต้องระวัง คือการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีนมากจนเกินไป การลงทุนจีนในไทยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ และอิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าสิ่งนี้จะดึงเงินลงทุนและเทคโนโลยีเข้ามาได้มาก แต่ข้อมูลจาก Krungsri Research ระบุชัดว่า "หากไทยทำหน้าที่เป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนจากจีน คุณค่าที่เพิ่มให้ห่วงโซ่การผลิตในประเทศจะยังคงจำกัดอยู่" นอกจากนี้ข้อมูลระดับมหภาคยังชี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่จีนได้รับจากสินค้าที่ผลิตในอาเซียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น หมายความว่าแม้สินค้าจะถูกประกอบในอาเซียนหรือไทย แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกที่จีน เช่น กรณีสมมติ: ไทยส่งออกรถยนต์ 1 คัน มูลค่า 100 บาท ไทยไม่ได้สร้างมูลค่าทั้งหมด 100 บาท ในความเป็นจริง ชิ้นส่วนจากจีน 50 บาท ชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น 20 บาท แรงงาน/ประกอบในไทยได้รับ 30 บาท เป็นต้น
จีนกำลังเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเกิน (Overcapacity) ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เหล็ก อะลูมิเนียม สิ่งทอ ไปจนถึง EV ซึ่งส่งผลกระทบกับไทยอย่างแน่นอน อย่างเช่น SCB EIC เคยรายงานว่า "ปัญหา Overcapacity ของจีนจะกดดันความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยทั้งในตลาดในท้องถิ่นและนอกประเทศ" ในภาคยานยนต์ ผู้ลงทุนญี่ปุ่นทยอยปิดตัวและถอยทัพออกจากไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันของ EV จีนที่เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในไทยอย่างรวดเร็ว
อีกประเด็นที่คนทั่วประเทศจับตาคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ในตอนแรกรัฐบาลไทยปฏิเสธข้อเสนอของจีนในการจัดหาเงินทุนให้โครงการทั้งหมด และเลือกใช้งบประมาณของรัฐและเอกชนแทน ผู้เขียนมองว่าคือการเริ่มต้นที่ดี แต่ความเสี่ยงที่ยังอยู่คือการที่มาตรฐานทางเทคนิคของรถไฟจีนไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานสากลในบางด้าน ปัญหาด้านวิศวกรรม และการที่ระบบรางมีขนาดแตกต่างกันทำให้การเชื่อมต่อต้องอาศัยการลงทุนเพิ่มเติม
แม้ว่าไทยไม่ได้กู้เงินจีนในรูปแบบที่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะขนาดใหญ่เหมือนหลายประเทศในแอฟริกา แต่การที่จีนเป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ต้องระมัดระวังการตอบสนองต่อนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวต่อจีน เช่น ไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และสิทธิมนุษยชน เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการ Digital Silk Road ที่จีนนำมาพ่วงกับ BRI ยังก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในหลายประเทศ ไทยเองก็ควรระวังด้วยเช่นกัน (โครงการด้านไอทีหรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในต่างประเทศ)
BRI และการลงทุนจีนในต่างประเทศเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายของรัฐบาลจีนที่มีเป้าหมายชัดเจนทั้งทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศที่เข้าร่วมโดยปราศจากการเจรจาที่เข้มแข็งและการติดตามผลระยะยาว อาจทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง ดังเช่น ศรีลังกาและลาว ในทางกลับกัน ประเทศที่มีกรอบเจรจาที่ดี สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ มีความสามารถเชิงสถาบันในการตรวจสอบ และรักษาความสัมพันธ์หลายทิศทาง จะสามารถดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดจากจีนได้โดยไม่สูญเสียอธิปไตย
สำหรับไทย รัฐบาล ภาคธุรกิจ และนักวิชาการต้องทำความเข้าใจกลไก เงื่อนไข และแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังข้อเสนอของจีนเชิงลึก ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ ไทยมีจุดแข็งสำคัญ ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์กลางอาเซียน ความสัมพันธ์กับหลายมหาอำนาจ ความท้าทายคือ “การรักษาความสมดุลในยุคที่โลกกำลังแบ่งขั้วมากขึ้นเรื่อยๆ”


