ทิม เซียว หัวหน้าทีมวิจัยยานยนต์และบริการขนส่งร่วมแห่งภูมิภาคเกรเทอร์ไชน่าของมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) เปิดเผยว่า จุดโฟกัสของการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน กำลังเปลี่ยนผ่านจากสงครามราคาไปสู่ขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามจัดการกับอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงท่ามกลางกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น
การผลักดันด้าน AI นี้มีแนวโน้มที่จะนำรถยนต์ที่มีความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข หรือระดับ 3 (Level 3: L3) เข้าสู่ตลาด และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในเร็ว ๆ นี้ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ L2 หรือ L2+
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับถ้อยแถลงของ หวัง ชวนฟู่ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทบีวายดี (BYD) ที่ระบุในงานแถลงข่าว ณ เมืองเซินเจิ้นว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบีวายดีได้เปิดตัวชิปขับขี่อัจฉริยะขนาด 4 นาโนเมตรที่พัฒนาขึ้นเองเป็นรายแรกในจีน ซึ่งรองรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 และ L4 พร้อมทั้งประกาศทุ่มเงินลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านหยวน (ประมาณ 500,000 ล้านบาท) ในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้อุบัติเหตุทางจราจรเป็นศูนย์ด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ
ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเผชิญกับยอดขายที่ลดลงนับตั้งแต่มีการยกเลิกเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า และพยายามหลีกเลี่ยงสงครามราคาครั้งใหม่ตามคำเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่ง โดย ชุย ตงซู่ เลขาธิการสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์จีนมีอัตรากำไรเพียงร้อยละ 3.4 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ผลิตปลายน้ำทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 6.1 ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในปีนี้ โดยหันไปจัดสรรทรัพยากรเพื่อการขยายตลาดต่างประเทศ รวมถึงการวิจัยและพัฒนามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิม เซียว ชี้ว่ากฎระเบียบสำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L3 ยังคงเป็นคอขวดสำคัญ เนื่องจากกฎหมายในปัจจุบันของจีนยังไม่มีความชัดเจนในการระบุตัวผู้รับผิดชอบทางกฎหมายหากเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบ L2 ความรับผิดชอบจะอยู่ที่เจ้าของรถ ส่วนระบบ L4 ความรับผิดชอบจะตกเป็นของระบบขับขี่อัตโนมัติ ทำให้ระดับ L3 ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาในปัจจุบัน
ที่มา: South China Morning Post


