ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยรายงานระบบการชำระเงินประจำไตรมาสแรกของปี 2026 พบว่า จำนวนบัตรเครดิตของผู้บริโภคชาวจีนลดลงเหลือ 687 ล้านใบ ซึ่งลดลงถึง 9 ล้านใบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้จำนวนบัตรเครดิตในจีนลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14 หรือดิ่งลงราวร้อยละ 15 จากจุดสูงสุดที่เคยแตะ 807 ล้านใบเมื่อเดือนกันยายน 2022
นักวิเคราะห์ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างหนักที่สถาบันการเงินจีนกำลังเผชิญ จากภาวะความต้องการของผู้บริโภคที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL)
นอกจากรายได้จากธุรกิจบัตรเครดิตจะหดตัวลงแล้ว ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ยังพุ่งสูงขึ้น โดยธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (ICBC) ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ระบุว่า สัดส่วนหนี้ค้างชำระจากบัตรเครดิตพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 4.61 ณ สิ้นปี 2025 จากเดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในปีก่อนหน้า
สถานการณ์รายได้ที่ลดลงและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดในการออกบัตรเครดิตใบใหม่ แหล่งข่าวจากธนาคารรัฐหลายแห่งเปิดเผยว่า ได้มีการปรับเกณฑ์การอนุมัติบัตรเครดิต โดยในอดีตจะปฏิเสธคำขอหากลูกค้ามีบัตรเครดิตจากธนาคารอื่นเกิน 5 ใบ แต่ปัจจุบันเกณฑ์ดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 3 ใบเท่านั้น และหันมาเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายของฐานลูกค้าเดิมแทน
นอกจากนี้ การกวาดล้างบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวตามเกณฑ์ของธนาคารกลางจีนที่ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งกำหนดให้บัตรที่ไม่มีการทำธุรกรรมติดต่อกัน 18 เดือน ต้องมีสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของบัญชีบัตรเครดิตทั้งหมด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บัตรเครดิตถูกยกเลิกเป็นจำนวนมาก
ธนาคารจดทะเบียนในตลาดหุ้น A-share ทั้ง 42 แห่งของจีน มีผลกำไรสุทธิรวมในปี 2025 อยู่ที่ 2.17 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 10.3 ล้านล้านบาท) เติบโตร้อยละ 1.44 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากอัตราเติบโตร้อยละ 2.4 ในปี 2024 และสะท้อนว่าผลประกอบการของธนาคารจีนกำลังสะดุดลงอย่างเห็นได้ชัดชั่วระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี


