xs
xsm
sm
md
lg

อียูผนึกกำลังรับมือวิกฤตกำลังการผลิตล้นตลาดของจีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มประเทศสมาชิกหลักของสหภาพยุโรป (EU) เสนอใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือปัญหาภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดในภาคอุตสาหกรรมของจีน โดยเสนอให้ใช้ภาษีฉุกเฉิน เพิ่มการคุ้มครองที่ครอบคลุมกว้างขวาง และขยายอำนาจในการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี

เอกสารข้อเสนอร่วมที่ลงนามโดยสเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และลิทัวเนีย ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรยุโรปต้องตอบโต้ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดเชิงระบบและโครงสร้างอย่างเด็ดขาดมากขึ้น

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) กำลังเตรียมจัดการอภิปรายทิศทางนโยบายต่อจีน เพื่อกำหนดแนวทางใหม่หลังจากได้รับการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในยุโรป เกี่ยวกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากการแข่งขันของสินค้าจีน

เอกสารดังกล่าวเรียกร้องให้ใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าของสหภาพยุโรปในระดับภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม แทนที่จะพิจารณาเป็นรายสินค้าเหมือนกรณีการฟ้องร้องการทุ่มตลาด (Anti-dumping) ในอดีต ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถกำหนดอัตราภาษีหรือโควตาผู้นำเข้าได้ทันทีเมื่อพบว่ามียอดนำเข้าพุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอกลไก "เครื่องมือสร้างความยืดหยุ่น" (Resilience Tool) ที่จะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติหากพบว่าแหล่งอุปทานของยุโรปพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยอาจบังคับให้ผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมสำคัญต้องมีซัพพลายเออร์อย่างน้อย 3 ราย จากอย่างน้อย 2 ประเทศ เพื่อลดการพึ่งพิงฝ่ายเดียว

สหภาพยุโรปแสดงความกังวลต่อผลกระทบจาก "ความตื่นตระหนกจากจีนระลอก 2" (China Shock 2.0) โดยระบุว่า นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนและการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรป จนทำให้สูญเสียตำแหน่งงานไปแล้วกว่า 1 ล้านตำแหน่งระหว่างปี 2562 - 2568

ทั้งนี้ ผลการประชุมของคณะกรรมาธิการยุโรปจะถูกนำไปอภิปรายต่อในระดับผู้นำ 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปภายในเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนที่ นายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีพาณิชย์ของจีน จะเดินทางเยือนบรัสเซลส์ในช่วงปลายเดือนเดียวกัน ซึ่งแหล่งข่าววงในระบุว่าการเจรจากับเจ้าหน้าที่จีนในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างตึงเครียด เนื่องจากปักกิ่งขู่ที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อมาตรการต่างๆ ของยุโรป

ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี