MGR Online / มณีนาถ อ่อนพรรณา: พาชม พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน บอกเล่าประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานนับศตวรรษจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต พร้อมนิทรรศการเทคโนโลยีสุดล้ำและกาลอวกาศ
“พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน” หรือ Communist Party Museum เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง และเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางการต่อสู้ตลอดหนึ่งร้อยปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในรูปแบบพาโนรามา อาคารออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย ผสานเสาแบบดั้งเดิมที่ดูสง่างาม มั่นคง และยิ่งใหญ่ ธงสีแดงบนยอดอาคารคือสัญลักษณ์สำคัญอันโดดเด่นของพรรค
นิทรรศการหลักใช้ชื่อว่า “ยึดมั่นในเจตนารมณ์ดั้งเดิม และจดจำพันธกิจอย่างแน่วแน่” ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และพันธกิจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 จนถึงปี ค.ศ. 2021
นิทรรศการทั้งหมดแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งนำเสนอเส้นทางการเดินทางหนึ่งร้อยปีของพรรค ได้แก่
1. การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและชัยชนะของการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่ (ค.ศ. 1921–1949)
2. การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและการสร้างสังคมนิยม (ค.ศ. 1949–1978)
3. การปฏิรูปและเปิดประเทศ รวมถึงการพัฒนาสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน (ค.ศ. 1978–2012)
4. ยุคใหม่ของสังคมนิยมแบบฉบับจีนและการพัฒนาประเทศสมัยใหม่ (ค.ศ. 2012–ปัจจุบัน)
เมื่อเดินเข้าสู่โถงกลางของหอนิทรรศการประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน จะพบภาพจิตรกรรมฝาผนังแล็กเกอร์ “บทเพลงสรรเสริญกำแพงเมืองจีน” (长城颂) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นผลงานจิตรกรรมแล็กเกอร์ (Lacquered Painting) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีความสูง 15 เมตร กว้าง 40 เมตร พื้นที่รวมประมาณ 600 ตารางเมตร ประกอบขึ้นจากแผ่นภาพอิสระจำนวน 100 แผ่น ซึ่งตัวเลขนี้ยังสื่อถึงการครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคอีกด้วย
.
ภายในภาพปรากฏกำแพงเมืองจีนที่คดเคี้ยวพาดผ่านทิวเขาสีแดงฉาน แต่งแต้มด้วยสีสันของผืนป่าตามฤดูกาล ทะยานสู่ทะเลหมอกราวกับมังกรยักษ์ สื่อถึงพลังอันเกรียงไกรของชนชาติจีน ผลงานชิ้นนี้มาในแนวคิด “ขุนเขาทั่วหล้าล้วนแดงฉาน” (万山红遍) เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงชั่วนิรันดร์ และส่งต่อพลังวิญญาณอันไม่สิ้นสุดของชนชาติจีน
โซนที่ 1 : การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่
นิทรรศการช่วงแรกกล่าวถึงบริบททางประวัติศาสตร์ของจีนในยุคปลายราชวงศ์ชิงและต้นสาธารณรัฐจีน รวมถึงเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนึ่งในฉากสำคัญคือการจำลองเหตุการณ์การเผา Old Summer Palace โดยกองทัพพันธมิตรอังกฤษ–ฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1860 ซึ่งสะท้อนถึงความสูญเสียในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่
พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงแบบจำลองอาคาร “สือคูเหมิน” ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 1 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1921
ต่อมาที่ประชุมได้ย้ายไปจัดบนเรือกลางทะเลสาบหนานหู เมืองเจียซิง มณฑลเจ้อเจียง เนื่องจากการติดตามของฝ่ายฝรั่งเศส และการประชุมครั้งนั้นได้ประกาศการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการ เรือลำดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “เรือแดงแห่งการปฏิวัติ” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “จิตวิญญาณเรือแดง” อันหมายถึงความกล้าบุกเบิกและการอุทิศตนเพื่ออุดมการณ์
ต่อมาในปี ค.ศ. 1928 กองกำลังของ “เหมา เจ๋อตง” และ “จู เต๋อ” ได้รวมกำลังกันที่ “เทือกเขาจิ่งกังซาน” ซึ่งกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญของการปฏิวัติชนบท
ส่วนหนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชม คือการจัดแสดงนิทรรศการแบบ interactive ของ “การเดินทัพทางไกล” ถ่ายทอดความยากลำบากของกองทัพแดงในการข้ามภูเขาหิมะและทุ่งหญ้าเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร ซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละและความมุ่งมั่นของการปฏิวัติจีน
โซนที่ 2 : การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและการสร้างประเทศ
นิทรรศการส่วนนี้เริ่มต้นด้วยพิธีประกาศสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ภายในจัดแสดงจอวิดีโอพิธีประกาศสถาปนาโดย “เหมา เจ๋อตง” ขณะเดียวกันยังมีการนำธงชาติผืนแรกที่ใช้ในการสถาปนาประเทศมาจัดแสดงอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีภาพถ่าย เอกสาร และวัตถุจัดแสดงที่สะท้อนช่วงเวลาแห่งการก่อตั้งประเทศจีนใหม่ รวมถึงการปฏิรูปที่ดิน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการจัดตั้งระบบการปกครองสมัยใหม่
นิทรรศการเกี่ยวกับสงครามต่อต้านสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี นำเสนอการเข้าร่วมของกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีนในช่วงปี ค.ศ. 1950–1953 ซึ่งในมุมมองของจีนถือเป็นการปกป้องความมั่นคงของประเทศ และยกระดับสถานะของจีนในเวทีระหว่างประเทศ
โซนที่ 3 : การปฏิรูปและเปิดประเทศ
นิทรรศการช่วงนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของจีนหลังปี ค.ศ. 1978 ภายใต้การนำของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เน้นภารกิจสำคัญด้านการบริหารและการเปิดประเทศ อีกทั้งยังเป็นยุคที่จีนยกระดับบทบาททางการทูตระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) ของเติ้ง เสี่ยวผิง ตามคำเชิญของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ซึ่งถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้นำสูงสุดจีน นอกจากนี้ จีนยังต้อนรับคณะผู้นำรวมถึงบุคคลสำคัญจากทั่วโลกที่เดินทางเยือนจีน
ภายในโซนยังมีการจำลองบรรยากาศชีวิตประจำวันของชาวจีนในช่วงทศวรรษ 1980 ทั้งบ้านพัก ร้านค้า และเครื่องใช้ไฟฟ้ายุคแรก เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสังคมปิดสู่ยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ จีนยังเร่งพัฒนาความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมและสินค้าในประเทศ เช่น จักรยานยี่ห้อ Flying Pigeon ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกที่จีนพัฒนาขึ้นเองเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน ก่อนต่อยอดสู่การผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมสมัยใหม่อื่น ๆ
ขณะเดียวกันยังนำเสนอเหตุการณ์สำคัญ เช่น การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกลับคืนสู่จีนของฮ่องกงและมาเก๊า รวมถึงการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO)
โซนที่ 4 : ยุคใหม่ของการพัฒนาจีน
ส่วนสุดท้ายของนิทรรศการกล่าวถึงพัฒนาการของจีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา ภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” ผู้นำคนปัจจุบัน ผ่านภาพพิธีสาบานตนเพื่ออุทิศตนต่อการพัฒนาประเทศ การทำงานเพื่อประชาชน พรรคคอมมิวนิสต์ และสังคมส่วนรวม
ข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative (BRI) ที่ขยายความร่วมมือไปยังกว่า 150 ประเทศ รวมถึงประวัติและบทบาทสำคัญของสี จิ้นผิง ในการบริหารประเทศ เช่น ภารกิจขจัดความยากจน การฟื้นฟูชนบท การพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การสำรวจอวกาศ และการรับมือกับโรคโควิด-19 ล้วนสะท้อนการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีนยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีโซนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น โครงการสำรวจดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อ”
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสำรวจดาวอังคาร “เทียนเวิ่น” และเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ COMAC C919 ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนยุคใหม่
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงเป็นสถานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ทางการเมือง แต่ยังเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองด้านการสร้างชาติ อุดมการณ์ และพัฒนาการของประเทศจีนตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ การเมืองระหว่างประเทศ หรือวิวัฒนาการของสังคมจีน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ช่วยให้เข้าใจมุมมองทางประวัติศาสตร์ของจีนร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้ง.


