xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights : ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯที่กำลังปรับตัวและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กลุ่มสื่อเรียกขานการพบกันของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯและประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งจีน คือ “แมทซ์หยุดโลก” เพราะทั่วโลกจับตาความสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลกอย่างใกล้ชิด (แฟ้มภาพจากรอยเตอร์)
ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวไหนร้อนแรงเท่ากับ ข่าวการไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง โดยการเยือนจีนในครั้งนี้ (วันที่ 13-15 พ.ค. 2026) มีนักธุรกิจดังของสหรัฐฯทั้งหมด 17 คนเดินทางเข้าร่วมด้วย ในครั้งนี้นับเป็นการเดินทางอีกครั้งในรอบ 9 ปีของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะในการเยือนฯรอบนี้โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและข้อพิพาทระหว่างจีน-สหรัฐฯก็กำลังร้อนแรง ทำให้การพบกันของผู้นำสองประเทศในรอบนี้ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก สื่อไทยเองก็เรียกการพบกันในรอบนี้ว่า “แมทซ์หยุดโลก”

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก เอาแค่การค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯก็มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อ 9 ปีที่แล้วในปี 2017 จีนส่งออกไปสหรัฐฯคิดเป็น 19 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณสินค้าจีนที่ส่งออกทั้งหมด แต่ในปี 2026 สินค้าจีนส่งออกไปสหรัฐฯลดลงเหลือ 11 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณสินค้าจีนที่ส่งออกทั้งหมด (เพิ่มเติมว่าสินค้าจีนบางส่วนอาจจะไปใช้ประเทศที่สามในการส่งออกไปในสหรัฐฯ เช่น บริษัทจีนมาลงทุนตั้งโรงงานในไทย ผลิตสินค้าเหมือนเดิมแต่ตีตรา Made in Thailand)

9 ปีที่ผ่านมาสภาพแวดล้อมของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ดังนั้นการพบปะระหว่างผู้นำครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดสำคัญของความสัมพันธ์สองประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบทิศทางของโลกด้วย ในช่วงก่อนที่คณะของทรัมป์จะเดินทางถึงจีน สื่อสหรัฐฯ New York times ได้เผยแพร่ข้อมูลถึงเป้าหมายและกรอบการพูดคุยของทั้งฝั่งสหรัฐฯและจีนว่า สหรัฐฯมีเป้าหมาย 5B ได้แก่ Boeing, Beef, Bean, Board of Investment และ Board of Trade (เครื่องบินโบอิ้ง เนื้อวัว ถั่วเหลือง การลงทุนและการค้า) ในส่วนของจีนคือ 3T ได้แก่ Taiwan, Tariff, Technology (ไต้หวัน ภาษีการค้า และเทคโนโลยี) ดังนั้นหากดูภาพรวมโดยคร่าวจะเป็นการพูดคุยกันเรื่องของผลประโยชน์ทางการค้าและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รองมาคือเรื่องการเมืองและระเบียบโลกอื่นๆ

กลุ่มนักธุรกิจดังโลกของสหรัฐฯเดินทางพร้อมประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับฝ่ายจีน (ภาพกราฟฟิกจากสื่อจีน)
“ยุทธศาสตร์และแนวทางการอยู่ร่วมกัน” เป็นแนวทางที่ผู้นำจีนกล่าวถึงบ่อยๆ และจีนถือเป็นเป้าหมายหลักในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ดังที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดมาหลายปีจนถึงปัจจุบันว่าจีนและสหรัฐฯ ควรยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในการพบปะครั้งนี้ตามหน้าข่าวระบุว่าผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าการสร้าง "ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ" คือทิศทางใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการปรับตัวและพัฒนาใหม่ ซึ่งสหรัฐฯเองก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถแยกออกจากจีนได้อย่างสมบูรณ์และจีนเองก็ยังต้องมีสิ่งที่ต้องพึ่งพาทางสหรัฐฯอยู่ (ถึงแม้สื่อในประเทศจีนจะพยายามยืนยันว่ายืนด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ)

ประเด็นของไต้หวัน
เป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาและเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมากสำหรับจีน ในเดือนมี.ค. 2026 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน และหากมหาอำนาจภายนอกใดสนับสนุน "เอกราชไต้หวัน" จะได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด จีนเรียกร้องอย่างชัดเจนให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตาม "หลักการจีนเดียว" จีนระบุว่าไต้หวันเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

นอกจากเรื่องของการต้องการจะแยกตัวของไต้หวันแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ไต้หวันเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเทคโนโลยี AI ระดับโลกอย่างบริษัทชิป TSMC ที่ปัจจุบันต้องนับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งจีนไม่ยอมเสียไปแน่นอน และยุทธศาสตร์ทางการทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน ที่แนวล่างลงไปถึงเวียดนาม, ฟิลิปปินส์ แนวบนขึ้นไปจนถึงเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดยุทธ์ศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญของสหรัฐฯในเอเชีย แน่นอนว่าจีนมีความกังวลในจุดนี้อย่างมาก และไม่อยากให้สหรัฐฯเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป

ด้านสงครามการค้า
ในปี 2025 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายรายชื่อสินค้าจีนที่ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสำคัญของจีนอย่างพลังงานใหม่และอุปกรณ์สื่อสาร ทำให้จีนออกมาตรการตอบโต้ทันที โดยปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ และเน้นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปตามกฎ WTO จะเห็นได้ว่าภาษีตอบโต้ระหว่างจีนและสหรัฐฯเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งและข้อกังขามากมาย หากท่านที่ติดตามข่าวจะเห็นว่าเหตุผลที่สหรัฐฯเริ่มต้นเก็บภาษีที่สูงก่อนเพราะเหตุผลจากการขาดดุลทางการค้าอย่างหนักมาหลายสิบปี จึงคิดว่าไม่เป็นธรรมและเสียเปรียบมาโดยตลอด จึงต้องการดึงเอาเงินขาดดุลคืน (ไม่ใช่แค่จีนที่โดนภาษีแต่ประเทศพันธมิตรก็โดนเก็บภาษีเพิ่มด้วยเช่นกัน)

ประธานาธิบดีทรัมป์ และคณะเจ้าหน้าที่-นักธุรกิจ ผู้ร่วมทริปการเยือนจีนอย่างเป็นทางการในห้องประชุมที่มหาศาลาประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง (แฟ้มภาพสื่อจีน)
ในมุมของความร่วมมือเชิงปฏิบัติและการกำกับดูแลโลก สองเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลก อย่างสหรัฐฯและจีน มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างกว้างขวาง ข้อมูลการลงทุนระหว่างประเทศของสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีบริษัทจีนกว่า 7,000 รายในสหรัฐฯ และบริษัทสหรัฐฯ ประมาณ 80,000 รายในจีน การส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนและการลงทุนของบริษัทจีนในสหรัฐฯ รวมกันสนับสนุนตำแหน่งงานในสหรัฐฯ ราว 1 ล้านตำแหน่ง

รายงานล่าสุดของหอการค้าสหรัฐฯ ในจีน คือ AmCham China เปิดเผยว่าในปี 2025 บริษัทสหรัฐฯส่วนใหญ่ที่ลงทุนในจีนตอบแบบสำรวจ พบว่ามีผลประกอบการทางการเงินดีและคาดว่าจะมีกำไร เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ และกว่าครึ่งระบุว่าจีนอยู่ใน 3 อันดับแรกของจุดหมายการลงทุน ประเด็นนี้เองจีนจึงยังหวังว่าจะผลักดันให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น

สำหรับความต้องการหลักของสหรัฐฯ
ในครั้งนี้ ต้องบอกว่า สหรัฐฯ เองกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาเงินเฟ้อที่ หนี้ของรัฐบาลกลางที่ทะลุ 35 ล้านล้านดอลลาร์ และนโยบายขึ้นภาษีการค้าต่อประเทศต่างๆของทรัมป์ที่ถูกศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ กดดันจีนทั้งในด้านเทคโนโลยี การค้า และการทหาร แต่ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และอาจจะทำให้ตัวเองเสียประโยชน์เสียเอง มาตรการตอบโต้ของจีนทำให้บริษัทและผู้บริโภคสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนสูงมาก

มีรายงานที่น่าสนใจจากรายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ปี 2017 กำหนดให้จีนเป็น "คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์รายเดียว" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ แต่ 4 ปีต่อมา รายงานในปี 2025 ได้นิยามความสัมพันธ์ใหม่ว่าเป็น "ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีอำนาจใกล้เคียงกัน" การเปลี่ยนแปลงเชิงถ้อยคำนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความเป็นจริงของสหรัฐฯ ต่อการเพิ่มขึ้นของอำนาจจีนในเวทีโลก

สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ เช่น ประเทศไทยเอง มีความหวังว่าเสถียรภาพของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะดียิ่งขึ้นเพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเสถียรภาพของระเบียบเศรษฐกิจโลก ประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่หวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา เพราะสภาพแวดล้อมภายนอกที่ดีสำหรับการพัฒนาประเทศตลาดเกิดใหม่แล้วมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงพาประธานาธิบดีทรัมป์ชมหอสักการะเทียนถันกรุงปักกิ่ง วันที่ 14 พ.ค.2026 (แฟ้มภาพรอยเตอร์)
ด้านของประเทศเพื่อนบ้านของจีน (อาเซียน-เอเชียตะวันออก)ให้ความสนใจต่อการเยือนของทรัมป์ในครั้งนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงและเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ประเทศเพื่อนบ้านจีนส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิดกับทั้งจีนและสหรัฐฯ  จากรายงาน "สถานการณ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2026" ของ ISEAS Institute เผยผลสำรวจจากคำถามว่า "จะเลือกข้างจีนหรือสหรัฐฯ"  52% เลือกจีน และ 48% เลือกสหรัฐฯ สะท้อนถึงแนวคิดการรักษาสมดุลของชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างสองมหาอำนาจ เหมือนกรณีไทยจะเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งไปเลยคงเป็นได้ยาก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่สำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ หากความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ดีขึ้น ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามหากความสัมพันธ์ตึงเครียด สงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีจะทำให้ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบ และหากความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ดีขึ้น จะสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อกลไกต่างๆ เช่น RCEP และการค้าเสรีในภูมิภาคด้วย

สำหรับไทยเอง ความสัมพันธ์จีนและสหรัฐคือ ความท้าทายทางการทูต
ไทยยึดมั่นนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ รักษาสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐฯ มาโดยตลอด หากความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯดีขึ้น ไทยสามารถเดินเกมระหว่างสองฝ่ายได้อย่างคล่องตัว แต่หากตึงเครียด ไทยจะเผชิญกับแรงกดดันให้เลือกข้าง สหรัฐฯอาจใช้ความช่วยเหลือทางทหารและสิทธิพิเศษทางการค้าเพื่อดึงไทย ขณะที่จีนก็เป็นคู่ค้าสำคัญและแหล่งการลงทุนหลักของไทย ไทยจำเป็นต้องจัดการความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศอย่างชาญฉลาด   ด้านความมั่นคง ไทยตั้งอยู่ในใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การบาลานซ์ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะช่วยรักษาเสถียรภาพของไทย ความตึงเครียดจีน-สหรัฐฯที่มากขึ้น สหรัฐฯอาจจะเพิ่มการใช้กำลังทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนรุกการตั้งฐานทางการทหารที่เพื่อนบ้านไทยอย่างกัมพูชา อาจก่อให้เกิดการแข่งขันด้านการทหารในภูมิภาค อาจจะทำให้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของไทยเลวร้ายลง

สุดท้ายแล้วต่างหวังว่าการกลับมาพบกันอีกครั้งระหว่างสีจิ้นผิงและโดนัล ทรัมป์ จะทำให้สถานาการณ์โลกและสถานการณ์การค้า การลงทุนระหว่างประเทศดีขึ้น เพราะทิศทางของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสันติภาพและการพัฒนาของโลกด้วย