การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งจีน และประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง สิ้นสุดลงแล้วด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งที่ 25 ของปูติน สะท้อนให้เห็นถึงความถี่ในการดำเนินทูตระดับประมุขแห่งรัฐที่ก้าวหน้ากว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด
การเยือนครั้งนี้มีขึ้นต่อเนื่องเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงขีดความสามารถของจีนในการบริหารความสัมพันธ์ท่ามกลางชาติมหาอำนาจ
ในระหว่างการเยือน ปูติน ได้เข้าพักที่เรือนรับรองรัฐบาลเตียวยวี่ไถ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตทัศนียภาพเตียวยวี่ไถทางชานเมืองตะวันตกของกรุงปักกิ่ง โดยสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้เปรียบเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของเขาในจีน
นอกเหนือจากวาระทางการเมืองแล้ว ปูติน ยังได้พบปะกับ เผิง ไพ่ วิศวกรชาวจีน ซึ่งเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบกว่า 25 ปี หลังจากที่ทั้งสองเคยพบกันโดยบังเอิญในสวนสาธารณะเป่ยไห่เมื่อปี 2543 ขณะที่ เผิง ไพ่ มีอายุเพียง 12 ปี ในช่วงที่ ปูติน เดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดี
สำหรับผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับและให้คำมั่นที่จะกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งรัสเซียกำลังผลักดันให้เกิดข้อตกลงพลังงานฉบับใหม่ที่สำคัญ สีจิ้นผิงและปูตินยังได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-รัสเซีย รวมถึงการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตรจีน-รัสเซีย
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองประเทศยังชี้ว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างจีนและรัสเซีย จะมีส่วนช่วยสกัดกั้นการโดดเดี่ยวจากสหรัฐฯ และช่วยให้ประชาคมวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ดี ในแถลงการณ์ร่วมที่ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งจีนและรัสเซียได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าโครงการระบบป้องกันขีปนาวุธ "โกลเดนโดม" (Golden Dome) ของสหรัฐฯ ภายใต้การริเริ่มของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ และจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ
ที่มา: South China Morning Post


