MGR Online: นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการเยือนประเทศจีนเรื่องสำคัญผู้นำที่สหรัฐฯ และผู้นำจีน ได้หารือ ก็คือ “สงคราม” ไม่ว่าจะเป็น “สงครามร้อน” คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน นอกจากนี้ยังมีสงครามอีกแนวรบหนึ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้กันก็คือ “สงครามการค้า”
สงครามการค้า เริ่มต้นมาก่อน “สงครามร้อน” ที่สู้รบกันจริง ๆ เสียอีก โดยถ้าหากนับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก มาถึงตอนนี้ก็นานกว่า 8 ปีแล้ว และเมื่อนายทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 สงครามการค้าก็ยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับจีน แต่ว่านายทรัมป์ยังสั่งขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก รวมถึง ประเทศไทยด้วย
สิ่งที่ย้อนแย้ง ก็คือ สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำของโลกทุนนิยม-การค้าเสรี สนับสนุนโลกาภิวัตน์ แต่ตอนนี้ สหรัฐฯ กลับใช้มาตรการกีดกัน-ปิดล้อม, ขึ้นภาษีตามอำเภอใจ แต่ว่า ประเทศจีน ซึ่งใช้เศรษฐกิจสังคมนิยม กลับกลายเป็นผู้ที่สนับสนุนการค้าเสรี และระเบียบโลกที่ประเทศต่างๆ ตกลงกันไว้แล้ว
งาน 2026 RCEP Media &Think Tank Forum จัดโดยสื่อจีน China Daily และสถาบันวิจัยการปฏิรูปและการพัฒนาของจีน
(China Institute for Reform and Development) ที่เกาะไห่หนาน หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “ไหหลำ” ผู้เชี่ยวชาญในงานต่างบอกว่า เป็นเพราะสหรัฐอเมริกา ที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต้องหันเข้าหาจีน
ประเทศจีนกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนระเบียบการค้าของโลก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ด้วย การค้าโลกที่จีนมีบทบาทนำ ทำให้ประเทศอื่นๆ ได้ประโยชน์ หรือว่าได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
ตั้งแต่ 10-20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการค้าเสรี ได้ผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี ที่เรียกว่า FTA หรือ Free Trade Agreement กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดย FTA มีเป้าหมายก็คือ ลดภาษีนำเข้า-ส่งออก ถ้าลดภาษีเป็น 0 ได้ก็ยิ่งดี ,ลดมาตรการกีดกันทางการค้า, เปิดตลาดให้ทำมาค้าขายกันได้สะดวก โดยเชื่อว่า ประเทศต่าง ๆ จะได้ประโยชน์จากมูลค่าการค้าระหว่างกันที่เพิ่มขึ้น มากกว่ากำแพงภาษีที่ต้องลดลง, ประชาชนทั่วโลกจะได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผล, เกษตรกร ,โรงงานผลิตสินค้า, เจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็จะมีรายได้มากขึ้น เพราะสินค้าส่งไปขายได้ทั่วโลก
ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก หรือ WTO ระบุว่า จนถึงขณะนี้ ทั่วทั้งโลกมีข้อตกลงการค้า ที่มีผลบังคับใช้ทั่วโลกแล้วรวม
383 ฉบับ แต่ถ้าดูเฉพาะ ประเทศไทยเรา มีข้อความตกลงการค้าเสรี หรือFTA ที่ลงนามและใช้แล้ว17 ฉบับ กับ24 ประเทศคู่ค้า โดยมีทั้งข้อตกลงระดับทวิภาคี 2 ประเทศ และระดับภูมิภาค คือ กลุ่มประเทศ
ถ้าหากดูตามปริมาณการค้าแล้ว สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย แต่กลับยังไม่มีข้อตกลงการค้าระหว่าง ไทย-สหรัฐฯ ซ้ำประธานาธิบดีทรัมป์ ยังได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศไทยสูงถึง 36% ก่อนที่จะลดมาอยู่ที่ 19% โดยตอนนี้ทั้งไทยและสหรัฐฯ ก็ยังเจรจากันอยู่
ในบรรดาคู่ค้าหลักของไทย มีแค่ สหรัฐฯ เท่านั้น ที่เรายังไม่มีข้อตกลงการค้าด้วย ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้น มีข้อตกลงกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น FTA ไทย-จีน, FTA ไทย-ญี่ปุ่น, FTAไทย-ออสเตรเลีย ,เขตการค้าเสรีอาเซียน และยังมีข้อตกลงแบบภูมิภาค เช่น อาเซียน-จีน, อาเซียน-เกาหลีใต้, อาเซียน-อินเดีย รวมถึง RCEP
RCEP ย่อมาจาก Regional Comprehensive Economic Partnership คือ ความตกลงเขตการค้าเสรี ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมมูลค่าการค้าเกือบ 30% ของทั้งโลก ริเริ่มโดย อาเซียน และปัจจุบันมีสมาชิก 15 ประเทศ คือ อาเซียน 10
ประเทศ และคู่เจรจาอีก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ถึงแม้ว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีความขัดแย้งทางการเมืองในหลายเรื่อง แต่ว่าการค้าระหว่างกันมีมูลค่าสูง มากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี โดย RCEP แม้ว่าจะริเริ่มโดยอาเซียน แต่ก็ถูกมองว่า จีน เป็นแกนนำ โดยญี่ปุ่นหันไปผลักดันข้อตกลง CPTPP หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนสหรัฐฯ เองก็มียุทธศาสตร์ “อินโดแปซิฟิก” ซึ่งก็มีกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
ไทยเราอยู่ในอินโดแปซิฟิก และก็อยู่ใน RCEP ด้วย แบบนี้แล้วจะมีความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ไหม ?
ศ. ดร. กิตติ ประเสริฐสุข จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “ มีนะ แต่พอดีในกรอบ RCEP มีญี่ปุ่นอยู่ด้วยซึ่งญี่ปุ่นก็ใกล้ชิดกับอเมริกา ออสเตรเลียอยู่ด้วยซึ่งก็ใกล้ชิดกับอเมริกา เพราะฉะนั้นเนี่ยในเวทีที่จีนจัดเนี่ย จะเน้นแบบ china-asean มากกว่า เพราะฉะนั้นมันก็เป็น geopolitics ส่วนหนึ่งล่ะ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรักษา “ระเบียบการค้าโลกที่มีความเสรี” ถามว่าญี่ปุ่นโอเคไหม ก็โอเค ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ก็โอเคกับเรื่องนี้ เพราะว่าเขาก็ suffer จากการที่อเมริกาเก็บภาษีสูงๆ เหมือนกัน”
สาเหตุที่โลกการค้าหันเข้าหาจีนมากขึ้น ก็เพราะว่า สหรัฐฯ เองที่ใช้มาตรการกีดกัน, ขึ้นภาษีอย่างไร้เหตุผล ทำให้ประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ยังต้องหันไปค้าขายกับจีน อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ที่มีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้
เลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่ก็ยังได้ประโยชน์จาก RCEP
Wilson Lee Flores คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ The Philippine STAR กล่าวว่า RCEP ช่วยให้กล้วยหอมจากฟิลิปปินส์ส่งไปขายที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้, ทุเรียนจากฟิลิปปินส์ก็เริ่มส่งออกเช่นกัน ถึงแม้ว่ายังสู้ทุเรียนไทยกับเวียดนามไม่ได้ นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้รับการลงทุนจากกลุ่ม RCEP ในอุตสาหกรรมแร่ธาตุ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆ
สหรัฐฯ ทำสงครามการค้าด้วยความเชื่อว่า จะทำให้สหรัฐฯ ยิ่งใหญ่ Make America GREAT Again ทั้ง ๆ ที่ในอดีตสหรัฐฯ ใช้ข้อตกลงการค้า FTA เพื่อสร้างความได้เปรียบต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาตลอด โดยในการเจรจากันนั้น ไม่มีใครที่ได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด แต่เมื่อทุกฝ่ายได้ประโยชน์ในส่วนที่ตนเองพึงพอใจ ถึงจะทำมาค้าขายร่วมกันได้.


