ขณะที่ภาคธนาคารไทยกำลังก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยธนาคารเสมือนจริงแห่งยุคดิจิทัล หรือ Virtual Bank ที่กำลังเปิดให้บริการลูกค้าภายในปี 2026 นี้แล้ว
Virtual Bank หรือ ธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น พลิกโฉมระบบการบริการของธนาคารแบบดั้งเดิม คือไม่มีสาขาธนาคาร ไม่มีตู้เอทีเอ็ม มีแต่สำนักงานใหญ่ และให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลทั้งกระบวนการ
สองบริษัทไทยที่ได้ไลเซนส์เปิด Virtual Bank และจัดตั้งความร่วมมือกับ Virtual Bank จีน ได้แก่ CPALL ของเครือบริษัทซีพี ซึ่งร่วมมือกับบริษัทในเครือแอนท์ กรุ๊ปของอาลีบาบา คือ MYBank และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ร่วมมือกับ WeBank ซึ่งมี เทนเซนต์ (Tencent) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
Virtual Bank สัญชาติจีนประสบความสำเร็จงดงามหลังจากที่ถือกำเนิดมากว่าสิบปี โดย WeBank และ MYBank ผงาดอยู่ในกลุ่ม Virtual Bank ชั้นนำของโลก โดย WeBank ติดธนาคารดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกในการจัดอันดับระหว่างปี 2024-2025
ความสำเร็จของ Virtual Bank ในจีน ค่อยๆพัฒนาจาก อี-คอมเมิร์ซ, การชำระผ่านมือถือ (mobile payment) ฟินเทค (Fintech) จากนั้นจึงกลายเป็นธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ หรือ Virtual Bank
การถือกำเนิดของ อี-คอมเมิร์ซ ในต้นทศวรรษที่ 2000 นับเป็นจุดเริ่มต้น โดยผู้เล่นรายหลักคือ อาลีบาบา กรุ๊ป ของแจ็ค หม่า จากนั้น อาลีเพย์ (Alipay) ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 2004 มาเป็นตัวกลางในการใช้จ่ายที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือจุดเริ่มต้นของระบบการเงินนอกธนาคารแบบดั้งเดิม
ต่อมา ก็เข้าสู่ยุค Mobile Payment (2010–2015) ในขณะที่สมาร์ทโฟนจีนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับซูเปอร์ แอปฯ (super app) อย่าง อาลีเพย์ (Alipay) และ วีแชท เพย์ (WeChat Pay) และกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวของจีน คือ การข้ามขั้นจากการใช้ “บัตรเครดิต” ไปสู่การแสแกน คิวอาร์ โค้ด (QR payment) ในทันที
สิ่งที่ตามมาและเป็นพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จของ Virtual Bank ในจีน คือ กลุ่มผู้ใช้หลายร้อยล้านคน และข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเงินมหาศาล
จีนได้ก้าวสู่ยุคของ Fintech Bank ในปี 2014-2015 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลจีนเริ่มการทดลองธนาคารดิจิทัลในภาคเอกชน โดยมี WeBank และ MYBank เป็นผู้บุกเบิกฯ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การธนาคารคือการก้างสู่ยุคของธนาคารไร้สาขา การใช้ AI วิเคราะห์เครดิต และการปล่อยกู้ผ่านมือถือภายในเวลาไม่กี่นาที
WeBank และ MYBank ถือเป็น Virtual Bank ขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลา 5 ปี (2015–2020) โดยกลุ่มลูกค้าของ Virtual Bank พุ่งเป้าไปที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME) และกลุ่มคนที่ไม่มีหลักประกัน โดยใช้ข้อมูลจาก อี-คอมเมิร์ซ, โซเชียลฯ, และการชำระเงินผ่านแอป อย่างเช่น WeChat Pay ทำให้กลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงธนาคารเข้าถึงสินเชื่อได้
Virtual Bank ทำให้เกิด “การเข้าถึงบริการทางการเงินขนาดใหญ่” (financial inclusion) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับรายได้ รวมทั้งกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการการเงิน
แล้วจะไม่เกิดความเสี่ยงขึ้นหรือ? จากคำถามหรือสัญญาณความเสี่ยงนี้เอง จีนจึงเข้าสู่ “ยุคกำกับเข้มข้น” โดยช่วงปี 2000 จีนควบคุมบรรดา Fintech อย่างเข้มข้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบ (systemic risk) และป้องกันปัญหาฟองสบู่หนี้สิน ในปฏิบัติการกำกับดูแลย่างเข้มข้นนี่เอง มีเหตุฮือฮาในวงการคือ เหตุการณ์สั่งระงับการเปิดขายหุ้น (IPO) ของแอนท์ กรุ๊ปแบบสายฟ้าแลบ พร้อมกับมีการออกกฎต่างๆเพื่อลดความเสี่ยงสินเชื่อ ตลอดจนการแยก fintech ออกจากบิ๊กเทค (Big Tech) ในบางส่วน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ลักษณะเฉพาะตัวของ Virtual Bank ในจีน คือ ไม่ได้เริ่มจากธนาคาร แต่เริ่มจากบริษัทเทค (Tech Company) ซึ่งประสบความสำเร็จจากการมีฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาล ข้อมูลเชิงลึก และมีระบบนิเวศพร้อมมูล
และกลายเป็น “โมเดลจีน” ที่มีลักษณะคือ “การให้บริการทางการเงินเป็นเพียงฟีเจอร์หรือบริการส่วนหนึ่งภายในแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่ไม่ใช่ธนาคาร (Banking as a feature) อยู่ในซูเปอร์แอป (super app) ไม่ใช่ “บริการแบบสแตนด์อโลน”
เจาะปัจจัยสู่ความสำเร็จของ Virtual Bank ในจีน
ความสำเร็จของ “Virtual Bank” ในจีน ถือว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ “ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก” โดยมีภาพรวมความสำเร็จ ได้แก่
• จีนเป็น ตลาดการเงินดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เช่น อาลีเพย์ มีธุรกรรมเฉลี่ยประมาณ 80 ล้านครั้ง/วัน)
• ธนาคารดิจิทัลชั้นนำของจีน เช่น WeBank ถูกจัดอันดับเป็นธนาคารดิจิทัลระดับท็อปของโลก
• ธนาคารดิจิทัลในจีน ทำกำไรได้จริงเร็วกว่าในหลายประเทศ โดยบางแห่งใช้เวลาเพียงประมาณ 2 ปีก็ถึงจุดคุ้มทุน)
มาดูปัจจัยสู่ความสำเร็จและข้อจำกัดของ Vitual Bank จีน กัน


