xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights&: คนจีนรุ่นใหม่กับปัญหาสุขภาพที่มาเร็วก่อนวัยอันควร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 จางเสวี่ยเฟิง วัย 41 ปี อินฟลูฯชื่อดังด้านการศึกษา เสียชีวิตขณะวิ่งออกกำลังกาย กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลจีน และจุดกระแสตื่นตัวเรื่องสุขภาพหัวใจ ที่ทำให้คนหนุ่มสาวเสียชีวิตกะทันหัน ในภาพ นาย จาง กำลังบรรยาย “เส้นทางสู่ความสำเร็จ” (ภาพจาก เวยปั๋ว)
 โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ในบทความนี้ผู้เขียนอยากจะมาเขียนประเด็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน คือเรื่องของสุขภาพร่างกาย สำหรับคนวัยทำงานส่วนใหญ่ในยุคนี้ ดูเหมือนว่าโรคร้ายต่างๆจะเกิดขึ้นไวและง่ายกว่าคนที่เกิดในยุคก่อนๆ ด้วยเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เงื่อนไขของสังคมการแข่งขัน เป้าหมายด้านเงินทองความร่ำรวยที่ต้องวิ่งตาม บรรทัดฐานและหน้าตาทางสังคม ล้วนเป็น “ความกดดัน” ของคนในยุคนี้ที่จะต้องรักษามาตรฐานของตัวเองและอาจจะต้องทำให้ดีกว่าเดิม

จีนเองก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่เช่นกัน มีนายแพทย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งระบุว่า คนจีน 80% ที่เสียชีวิตเพราะภาวะหัวใจล้มเหลว โดยปกติแล้วคนกลุ่มนี้ร่างกายดูแข็งแรงดี ไม่มีอาการป่วยไข้อะไร ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะช่วงหลังจากที่เกิดกรณีอินฟลูฯจีนชื่อดังด้านการศึกษา นายจางเสวี่ยเฟิง เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่เมืองซูโจว อายุของเขาเพียง 41 ปีเท่านั้น หลังจากการเสียชีวิตของนายจางส่วยเฟิง เพื่อนของผู้เขียนก็ส่งลิงก์ข่าวลงกลุ่มพร้อมบอกว่า “ทำงานแบบพอประมาณกันเถอะ อย่าไปเครียดกับงานมากเลย เอาสุขภาพและชีวิตตัวเองก่อน” จากข่าวดังกล่าว ทำให้คนจีนแห่กันไปโรงพยาบาลตรวจภาวะการทำงานของหัวใจและตรวจสุขภาพกันยกใหญ่ ทำให้หลายโรงพยาบาลรัฐในแผนกโรคหัวใจ กลายเป็นแผนกฮิตที่คนไปจองคิวเพื่อตรวจร่างกายกันมากเลยทีเดียว

จากนิตยสารด้านสุขภาพที่มีชื่อว่าหลิวเย่เตา ระบุว่าโรคหลอดเลือดหัวใจเป็น “นักฆ่า” อันดับหนึ่งของคนจีน อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโรคมะเร็งด้วยซ้ำ สมัยนี้คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจอายุเพียง 30-40 กว่าปีเท่านั้น นิตยสารดังกล่าวระบุว่า การทำงานหามรุ่งหามค่ำ เครียดเรื้อรัง กินอาหารไขมันสูงและแคลอรี่สูงเป็นประจำ พร้อมทั้งทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นภาระงานที่หนักของแกนกลางของร่างกายคือ หัวใจ

นายแพทย์หยางจิ้นกาง แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยปักกิ่ง บอกว่าเขาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลที่รับเคสโรคหลอดเลือดหัวใจมากที่สุดในโลก เขาทำงานที่โรงพยาบาลมา 32 ปี พบว่าผู้ป่วยที่มารับการรักษามีอายุน้อยลงเรื่อยๆ และคนอายุ 40 ที่เข้ามาทำบอลลูนหัวใจกลายเป็นเรื่องปกติมาก ในทุกๆวันคนที่มารอพบแพทย์ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่เกิดในปี 1990-1980 หรือประมาณ 20 ปลายถึง 40 ต้นๆ ส่วนใหญ่ที่มาเพราะมีอาการปวดหัว แน่นหน้าอก หรือ อดนอนมาหลายวันทำให้เกิดอาการป่วย นายแพทย์หยางบอกด้วยว่า เรื่องของหัวใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่ทางการแพทย์ แต่ยังสัมพันธ์กับอารมณ์ สังคมและความกดดันด้วย เพราะฉะนั้นหัวใจของเราเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด

คนงานชายหมดสติระหว่างทำงานในโรงงาน (ภาพจาก เวยปั๋ว)
นายแพทย์หยางเคยมีเพื่อนร่วมอาชีพ เสียชีวิตในวัย 48 ปีด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากเป็นแพทย์ในแผนกหลอดเลือดหัวใจและสมองต้องรับเคสเป็นจำนวนมาก ทั้งต้องผ่าตัดและเข้าเวรตอนกลางคืน ในหนึ่งอาทิตย์ทำงานเฉลี่ยมากกว่า 72 ชั่วโมง มีทั้งความกดดันในงานและหลับนอน กินข้าวไม่เป็นเวลา สุดท้ายเสียชีวิตในหน้าที่ด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

นายแพทย์หยางอยากบอกกับคนทั่วไปว่า ให้พักผ่อนมากๆ อย่าทำงานหนักเกินไปและอย่าคิดว่าสุขภาพตัวเองจะไม่มีปัญหา เคยมีเคสหนึ่งเป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงงานมหาเศรษฐีหลายพันล้าน มีโรคพื้นฐานคือความดันสูงและอดนอนเป็นประจำ เวลาเครียดก็สูบบุหรี่ ไม่นานหลังจากนั้นเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

นายแพทย์หยางบอกเพิ่มเติมว่า "ภาวะเสียชีวิตกะทันหันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือภาวะเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจ ได้แก่ โรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ในจำนวนนี้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจคิดเป็นมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตกะทันหันทั้งหมด"

"อีกประเภทหนึ่งคือภาวะจากโรคหลอดเลือดสมอง เช่น สโตรก เลือดออกในสมอง และภาวะสมองบวมรุนแรงจนเกิดการกดทับก้านสมอง ทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตกะทันหันได้เช่นกัน ในวงการแพทย์มีแนวคิดที่เรียกว่า “กฎ80/20” สำหรับภาวะเสียชีวิตกะทันหัน หมายความว่าประมาณ 80% ของผู้ที่เสียชีวิตกะทันหัน เป็นคนที่ดูเหมือนแข็งแรงและปกติในชีวิตประจำวัน ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรงอยู่แล้ว เช่น เคยกล้ามเนื้อหัวใจตาย เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเคยผ่าตัดทำบอลลูนหรือบายพาสหัวใจ กลับมีสัดส่วนในการเสียชีวิตกะทันหัน ไม่ถึง 20% ของทั้งหมด"

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องอยู่ในระดับพอเหมาะที่เป็นผลดีต่อหัวใจ ไม่ได้หมายความว่ายิ่งหนักยิ่งดี และไม่จำเป็นต้องออกจนหมดแรงเสมอไป จากมุมมองของการป้องกันโรคหัวใจไม่แนะนำให้ทำการออกกำลังกายที่มีความหนักสูงมากอย่างต่อเนื่อง ไม่นานมานี้ มีผู้ป่วยจีนรายหนึ่งที่ชอบวิ่งมาราธอน เขาเสียชีวิตภายใน 3 เดือนหลังจากตรวจพบโรคหัวใจ ผู้ป่วยรายนี้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติอย่างรุนแรง ซึ่งไม่สามารถทนต่อการออกกำลังกายหนักได้ ก่อนมาที่โรงพยาบาล เขาเคยหมดสติไปครั้งหนึ่งและเป็นภรรยาที่พาเขามาตรวจ ทางโรงพยาบาลได้เตือนเขาว่าไม่ควรวิ่งต่อ แต่เขายังดื้อวิ่งต่อไปจนเสียชีวิตกะทันหันที่สนามวิ่ง

ทางการแพทย์จึงไม่สนับสนุนให้ทุกคนวิ่งมาราธอนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ควรปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะการออกกำลังกายหนักหรือเชิงแข่งขัน ต้องผ่านการประเมินทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเราอยู่เสมอ เราต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังและเข้าใจมัน เหมือนอย่างเช่นกรณีในไทย คนรุ่นใหม่จำนวนมากรักการวิ่ง แต่ก็วิ่งเกินลิมิตจนหมดสติ เสียชีวิตคาสนามวิ่งจากภาวะหัวใจล้มเหลาวก็มีอยู่ไม่น้อย

นายแพทย์หยางกล่าวถึง ปัจจัยเสี่ยงหลักมี “8 องค์ประกอบ” ด้วยกัน หากสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ได้แก่

1. ความดันโลหิตสูง
2. ไขมันในเลือดสูง
3. น้ำตาลในเลือดสูง
4. ขาดการออกกำลังกาย
5. รับประทานอาหารไม่เหมาะสม
6. นอนหลับไม่เพียงพอและความเครียด
7. โรคอ้วน
8. การสูบบุหรี่

นอกจากนี้ ที่สำคัญคือ อารมณ์โกรธก็เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ เพราะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น และระดับการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเร่งให้หลอดเลือดแข็งตัว คราบไขมันโตขึ้น แตกง่ายขึ้น และเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันโรคหัวใจและภาวะเสียชีวิตกะทันหันในจีนมีแนวโน้มเกิดในคนอายุน้อยมากขึ้น ในอดีต ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอายุ 40–50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันคนวัย 30–40 ปีที่เป็นโรคหัวใจวายหรือได้รับการใส่บอลลูนหัวใจมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้กระทั่งวัยรุ่นก็พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและความดันโลหิตสูง ส่วนความเสี่ยงผู้ชายมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจสูงกว่าผู้หญิงในทุกช่วงอายุ มีงานวิจัยพบว่า ในผู้ป่วยหัวใจวายอายุต่ำกว่า 45 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

 แพทย์ออกมาเตือนคนที่ออกกำลังกายหนักๆและอดนอนบ่อยๆให้ไปตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะด้านหัวใจและหลอดเลือด (ภาพแคปจาก Bilibili )
สำหรับอัตราการรอดชีวิตนอกโรงพยาบาลเมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นขึ้น ในกรุงปักกิ่ง อัตราการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาลอยู่ที่เพียง 1% ในขณะเมืองที่มีระบบฉุกเฉินดีที่สุดของสหรัฐฯ อัตรานี้สูงถึง 10% ในการช่วยชีวิต 4 นาทีทองมีความสำคัญอย่างยิ่ง หัวใจหยุดเต้น 6 วินาที → หมดสติ หากเกิน 4 นาที → สมองและหัวใจเริ่มเสียหาย ที่อัตราการรอดชีวิตต่ำเพราะผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีอาการหัวใจวาย มีเพียง 15% เท่านั้นที่เรียกรถพยาบาล และผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 มาถึงโรงพยาบาลหลังจาก 12 ชั่วโมง ทำให้พลาดโอกาสการรักษาที่ดีที่สุด

สัญญาณเตือนก่อนเกิดภาวะหัวใจวาย เจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงบริเวณกลางอกหรือหน้าอกซ้าย มีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 10–20 นาที มีเหงื่อออกมาก และมีอาการปวดร้าวไปที่แขน คอ หรือกราม หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบเรียกรถพยาบาลทันที หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือหายใจไม่สะดวกเป็นประจำ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย

การตรวจสุขภาพทั่วไป เช่นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือด และอัลตราซาวด์หัวใจ อาจไม่สามารถตรวจพบคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจได้โดยตรง แต่การตรวจ CT หลอดเลือดหัวใจสามารถตรวจพบได้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีการได้รับรังสี ดังนั้นการตรวจและควบคุมความดัน,ไขมัน,น้ำตาล ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกัน อีกทั้งด้านของสาธารณสุขจีนยังสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีความรู้เรื่องของการทำ CPR และการใช้อุปกรณ์ AED ในการช่วยชีวิตผู้อื่นในยามคับขันด้วย

สุดท้ายแล้วการดูแลหัวใจคือการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเองไม่หนักเกินไป การรักษาจิตใจให้สงบ ลดความโกรธ มองโลกในแง่ดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีความหมาย จะเห็นได้ว่าปัญหาสุขภาพดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่องของหลอดเลือดหัวใจและสมองกลายเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่ที่อัตราการเสียชีวิตอาจจะมากกว่ามะเร็งไปแล้ว