xs
xsm
sm
md
lg

ฮ่องกงสร้างประวัติศาสตร์! มหาวิทยาลัยรัฐทั้ง 8 แห่ง ติดท็อป 100 เอเชียเป็นครั้งแรกจากการจัดอันดับปี 2569

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไทมส์ ไฮเออร์ เอ็ดดูเคชัน (Times Higher Education หรือ THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากสหราชอาณาจักร เผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียประจำปี 2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยรัฐของฮ่องกงทั้ง 8 แห่ง สามารถก้าวเข้าสู่ 100 อันดับแรกของภูมิภาคได้พร้อมกันเป็นครั้งแรก 

มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) ยังคงรักษาตำแหน่งเดิมไว้ได้ในอันดับที่ 6 ขณะที่มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (CUHK) ลดลงมา 1 อันดับ อยู่ที่อันดับ 10 สำหรับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในฮ่องกงพบว่ามีการพัฒนาที่โดดเด่น เช่น มหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งฮ่องกง (EdUHK) เข้าสู่อันดับที่ 37 ในฐานะมหาวิทยาลัยที่เพิ่งติดอันดับใหม่ และมหาวิทยาลัยหลิงหนาน (Lingnan University) อยู่ในอันดับที่ 84

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) ยังคงครองอันดับ 12 มหาวิทยาลัยซิตีฮ่องกง (CityU) ขยับขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่ 14 มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง (PolyU) รักษาอันดับที่ 18 และมหาวิทยาลัยแบปทิสต์ (Baptist University) ถือเป็นสถาบันที่มีการก้าวกระโดดมากที่สุด โดยขยับจากอันดับที่ 50 ขึ้นมาอยู่ที่ 40

ฟิล เบตี ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการระดับโลกของ THE กล่าวชื่นชมฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการศึกษาระดับโลก โดยระบุว่าฮ่องกงเป็นมหานครเพียงแห่งเดียวที่มีมหาวิทยาลัยถึง 5 แห่งติดอยู่ใน 100 อันดับแรกของโลกมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นความสำเร็จที่แม้แต่เมืองใหญ่อย่างลอนดอนหรือบอสตันก็ยังไม่สามารถทำได้

สำหรับการจัดอันดับในภาพรวมของเอเชีย มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ของจีนยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ในอันดับ 2 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ส่วนอันดับ 3 และ 4 ตกเป็นของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ตามลำดับ โดยมีมหาวิทยาลัยโตเกียวจากญี่ปุ่นขึ้นมาอยู่อันดับที่ 4 ร่วมในปีนี้

การจัดอันดับในปีนี้มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 929 แห่ง จาก 36 ประเทศและเขตการปกครอง โดยพิจารณาจาก 5 ด้านหลัก ได้แก่ การสอน สภาพแวดล้อมการวิจัย คุณภาพการวิจัย ความเป็นนานาชาติ และรายได้จากภาคอุตสาหกรรมและสิทธิบัตร

ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี