ในบทความนี้ผู้เขียนอยากจะมาแชร์ในประเด็นสังคมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของคนจีนยุคใหม่ ช่วงนี้ในจีนมีวลีฮิต “หนุ่มสาวปลอดหนี้” (零负债青年) เบื้องหลังกระแสของแนวคิดนี้เกิดจาก การพยายามเป็นตัวตนของตัวเอง ไม่ตามกระแส ใช้จ่ายเงินตามฐานะ ไม่ยอมบริโภคล่วงหน้าเพื่อหน้าตาหรือตามกระแสของสังคม เน้นดำเนินชีวิตตามใจและตามกำลังของตน หนุ่มสาวจีนเริ่มคิดว่าการไร้หนี้สินคืออิสรภาพ ถ้างานไม่มีความสุขก็ลาออกหยุดพักและเลือกหาใหม่ ไม่ต้องคิดมากเพราะไม่มีภาระหนี้สินอะไร ภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้สะท้อนสภาพจิตใจของคนรุ่นใหม่จีนส่วนหนึ่งในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและลัทธิบริโภคนิยมแพร่หลาย ปัญหาหนี้สินของกลุ่มชาวจีนรุ่นใหม่กลายประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เริ่มจากรายงานการสำรวจความมั่งคั่งของครัวเรือนจีน เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยการเงินแห่งชาติ ระบุว่าเมื่อปี 2024 คนจีนรุ่นที่เกิดช่วงปียุค 90 หรือกำลังอยู่ในวัย 20 ปลายถึง 30 กลางๆ มีอัตราหนี้สินสูงถึง 78.3% ซึ่งคนกลุ่มนี้อยู่ในช่วงวัยทำงานแล้ว และในจำนวนกลุ่มคนที่เกิดในช่วงยุคปี 90 จำนวน 175 ล้านคนทั่วประเทศจีน มีเพียง 13.4% เท่านั้นที่ไม่มีหนี้สินอยู่เลย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทำงานมาได้สักพักแล้วสามารถเข้าถึงสินเชื่อต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่มีการใช้กันมาก เช่น แอปเหมยถวน หรืออาลีเพย์ มีฟั่งชั่นการให้สั่งซื้อของหรือบริการก่อนแล้วผ่อนจ่ายทีหลังได้ หรือการยืมเงินในระบบเหล่านี้เพื่อเอาออกมาใช้ประจำวันก็สามารถทำได้เช่นกัน
ลักษณะเฉพาะของ “แนวคิดไร้หนี้สิน” ที่เป็นกระแสในจีนขณะนี้ มีอยู่ในหลายมิติด้วยกัน หนึ่ง. คือมิติทางเศรษฐกิจ การบริโภคอย่างมีเหตุผล ใช้จ่ายตามกำลัง ไม่จำเป็นต้องมีรายได้สูง แต่สามารถใช้จ่ายตามกำลังทรัพย์ที่มี ไม่ก่อหนี้ ไม่ยืมเงิน และไม่กู้ยืมมาลงทุน พวกเขามีความเข้าใจสถานะทางการเงินของตนเองอย่างชัดเจน ไม่หลงไปกับแนวคิดเสพสุขล่วงหน้าหรือการอวดรวย เช่น เสี่ยวซา สาวที่เกิดปี 1995 อายุ 31 เคยจมอยู่กับหนี้เพราะซื้อโทรศัพท์ไอโฟนแบบผ่อนชำระต้องผ่อนกว่า 2 ปีกว่าจะหมด กลับกันคนที่ใช้ชีวิตในแนวทางไร้หนี้สินจะชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบก่อนใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินอย่างสมเหตุสมผล กำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายเดือนอย่างละเอียด จัดลำดับความสำคัญให้กับสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันก่อนและใช้ความอดทนอดกลั้นต่อสินค้าฟุ่มเฟือยและการบริโภคระดับไฮเอนด์ที่ไม่จำเป็น และคนกลุ่มนี้มักมีเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ช่วยลดความผันผวนทางการเงินของตนเองด้วย
ด้านที่สอง. คือมิติทางอารมณ์ คือความเป็นอิสระทางความคิดและมีสติ ปฏิเสธการเปรียบเทียบ ไม่ด้อยค่าตัวเอง พวกเขาไม่เกิดความคิดแข่งขันเปรียบเทียบกับชีวิตของผู้อื่น เมื่อเห็นคนอื่นดีกว่าก็สามารถรักษาจิตใจให้สงบได้ ปราศจากความอิจฉาริษยา เช่น ลดการเล่นโซเซียลหรือการใช้ชีวิตในความสัมพันธ์จอมปลอม ความ "ไร้หนี้" ทางอารมณ์เช่นนี้ทำให้สามารถมุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาตนเองและการดำเนินชีวิต โดยไม่ถูกรบกวนจากปัจจัยทางอารมณ์ภายนอกมากเกินไป
มิติที่สาม คือด้านจิตวิทยา คือ การหลุดพ้นจากความวิตกกังวลในวันครบกำหนดชำระหนี้ต่างๆ ทำให้สามารถบริหารเวลาของตนได้อย่างอิสระมากขึ้น ในสังคมสมัยใหม่ คนที่มีหนี้จำนวนมากต้องทนทุกข์กับแรงกดดันของวันชำระหนี้ เงินเดือนที่เพิ่งได้รับก็ต้องถูกนำไปชำระหนี้ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้ความกระตือรือร้นของชีวิตค่อยๆ ถูกกัดกร่อนจากการมีหนี้สินระยะยาว กลับกันคนที่ไม่มีหนี้ก็ไม่ต้องแบกรับแรงกดดันเช่นนี้ พวกเขาสามารถทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับสิ่งที่ตนสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ การใช้เวลากับครอบครัว หรือการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกคืนสู่ความเป็นตัวเอง มีอิสระ มีความสุขและความมั่นคงปลอดภัยที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
มิติที่สี่ คือการดำเนินชีวิต เน้นยึดมั่นใน "ไม่ยืมเงิน ไม่ค้างบุญคุณ ไม่ใช้ชีวิตล่วงหน้า" พร้อมตัดทอนการใช้จ่ายเพื่อความหรูหราและค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป ทำให้ความมัธยัสถ์กลับมาเป็นค่านิยมอีกครั้ง ในอดีต การยืม-ให้กู้ การบริโภคเพื่อหน้าตา มักทำให้กลายเป็นภาระหนัก แต่กลุ่มคนไร้หนี้สินมุ่งมั่นที่จะสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ดีต่อสุขภาพจิตมากขึ้น พวกเขาจะไม่บริโภคสิ่งที่ไม่จำเป็นเพื่อหน้าตา ไม่ยืมเงินผู้อื่นง่ายๆ และไม่ก่อหนี้บุญคุณ ทัศนคติการดำเนินชีวิตที่มีสติเช่นนี้กำลังผลักดันให้กระแสสังคมเปลี่ยนจากความฉาบฉวยกลับสู่ความจริง และหันจากวัตถุนิยมสู่การแสวงหาความมั่งคั่งทางจิตใจ
คนรุ่นใหม่บางคนจึงเริ่มละทิ้งแนวคิดการบริโภคเกินพอดี หันมายับยั้งชั่งใจในการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลแทน เช่น กรณีเสี่ยวสุย เกิดในปี 1999 เคยวนเวียนอยู่กับบริโภคนิยม มีครั้งหนึ่งหลังจากชำระบัตรเครดิตแล้ว เงินในกระเป๋าเหลือเพียง 18 หยวนซึ่งเงินนี้ต้องใช้ไปอีกหลายวัน ประสบการณ์นั้นทำให้เธอสำนึก และเริ่มดำเนินชีวิตแบบไร้หนี้สิน
การขาดความมั่นคงและความกังวลต่อความไม่แน่นอนของอนาคตเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย งานหายากและบริษัทจำนวนมากปลดพนักงานในช่วงนี้ หลายบริษัทเริ่มหันไปใช้หุ่นยนต์หรือ AI ทำงานแทนมนุษย์ ทำให้คนยุคนี้รายได้ไม่มั่นคง การมีหนี้หมายถึงการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า หากเผชิญกับการตกงาน ความเจ็บป่วย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็อาจตกอยู่ในวิกฤตหนี้สินได้ ดังนั้น คนรุ่นใหม่บางส่วนจึงเลือกหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการใช้ชีวิตแบบไร้หนี้สิน สร้างเกราะความปลอดภัยให้กับตัวเอง หลายคนเปลี่ยนจากการ "การไล่ล่าวัตถุ" สู่ "ความมั่งคั่งทางจิตใจ" คือการไม่ยึดถือความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นเป้าหมายเดียวของชีวิตอีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งทางจิตใจมากขึ้น เช่น บางคนหลังจากชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว เริ่มพัฒนาความสนใจและงานอดิเรกของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ ดนตรี เพื่อเพิ่มพูนโลกภายในจิตใจ ยังมีบางส่วนที่เลือกมีส่วนร่วมในงานสาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเองผ่านการช่วยเหลือผู้อื่น
แก่นของแนวคิดนี้ไม่ใช่ความตระหนี่และไม่ใช่การไม่บริโภคเลย แต่บริโภคอย่างมีเหตุผลและพอประมาณ ไม่ใช่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เข้าร่วมในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่า ขณะเดียวกัน แนวคิดการบริโภคของพวกเขายังเป็นแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปฝั่งอุปทาน เช่น ผลักดันให้ผู้ประกอบการละทิ้งการตลาดเกินพอดีและหันสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ ความนิยมของตลาดสินค้ามือสอง เศรษฐกิจแบ่งปัน บริการเช่า เป็นต้น รูปแบบเศรษฐกิจใหม่เหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ แต่ยังส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล ด้านของตลาดแรงงานที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มจีนรุ่นใหม่นี้ เพราะพวกเขาไม่ได้เลือกงานเพียงเพราะเงินเดือนสูงอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความสนใจในงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ และความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
การเติบโตของแนวคิดไร้หนี้สินคือการเลือกอย่างมีเหตุผลของกลุ่มชาวจีนยุคใหม่ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านความเจ็บปวดจากการมีหนี้สินหรือได้รับผลกระทบจากการใช้เงินเกินตัวมาก่อน การเติบโตของแนวคิดนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อปรากฏการณ์ทางสังคม แต่ยังนำโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ มาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจจีนด้วย แนวคิดลักษณะนี้ผู้เขียนมองว่าค่อนข้างสอดคล้องกับภาวการณ์ปัจจุบันที่ควรเป็นแนวคิดหลักในการดำรงชีวิตปัจจุบัน ความเสี่ยงในชีวิตมีอยู่รอบด้าน เช่น ณ ขณะนี้วิกฤติพลังงานกระทบโดยตรงต่อชีวิตทุกคน ต้นทุนของพลังงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มมากขึ้นขณะที่รายรับเท่าเดิม บางคนรายได้แทบไม่โต หรือบางคนอาจจะซ้ำร้ายตกงานไม่มีรายได้ด้วยซ้ำ คงถึงเวลาที่ต้องปรับตัวและอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น.


