ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนไตรมาสแรกขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.0 ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดตามที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ไว้ที่ระหว่างร้อยละ 4.5-5.0
นอกจากนั้น ตัวเลขจีดีพีดังกล่าวยังสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ร้อยละ 4.8 ในแบบสำรวจของรอยเตอร์และดีขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 4.5 ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี
การขยายตัวเกินคาดของจีดีพีอาศัยการส่งออก ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นแรงหนุนสำคัญ แม้ยอดขายปลีก ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดความต้องการบริโภคภายในประเทศและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัวลงในเดือนมีนาคมก็ตาม
นักวิเคราะห์ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2569 และมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากภายนอกน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่เพียงพอและการมีแหล่งพลังงานที่หลากหลาย
อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางก็เผยให้เห็นจุดอ่อนของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดในโลกและเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกอย่างมากเช่นกัน สงครามอิหร่านจะทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้จีดีพีของจีนเติบโต
ในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสฯ ( 16 เม.ย ) เหมา เซิงหยง รองหัวหน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติเตือนว่า สงครามอิหร่านจะส่งผลให้สถานการณ์ต่างประเทศต่อจากนี้ไปมีความซับซ้อน ผันผวนและคาดเดายากมากขึ้น
นักวิเคราะห์ชี้ว่า สงครามอิหร่านทำให้การเติบโตและอัตราเงินเฟ้อของจีนตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนั้นจะเป็นทดสอบการกำหนดนโยบายของจีน โดยต้นทุนเชื้อเพลิงและการขนส่งที่สูงขึ้น เป็นผลกระทบที่จีนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่จีนเคยถูกกล่าวหามานานในเรื่องการให้เงินอุดหนุนเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าราคาถูกออกมาตีตลาด
ที่มา : รอยเตอร์ / โกลบอลไทมส์


