ตลาดเครื่องดื่มชานมในจีนที่มีมูลค่าการขายสูงถึง 370,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.77 ล้านล้านบาท) กำลังเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากสงครามราคาที่ตัดราคาจนแทบไม่เหลือผลกำไร
ไชน่า ไออาร์เอ็น (ChinaIRN) บริษัทวิจัยในนครเซินเจิ้นระบุว่า ในปีที่ผ่านมามีร้านชานมทั่วประเทศจีนมากกว่า 400,000 แห่ง ทว่าอัตราการเติบโตของยอดขายกลับชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ยที่เคยเติบโตสูงกว่าร้อยละ 20 ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
ขณะที่ข้อมูลจาก แคนแยนดาตา ดอตคอม (Canyandata.com) เผยว่าในปี 2568 มีร้านชานมต้องปิดตัวลงถึง 130,000 แห่ง ท่ามกลางการเปิดตัวของร้านใหม่ 101,500 แห่งที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาในตลาดด้วยความหวังจะสร้างกำไร
โรเบิร์ต จู เจ้าของร้านชานมในเขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า การทำธุรกิจนี้ให้ได้กำไรไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกำไรขั้นต้นที่ต่ำและความเสี่ยงในการดำเนินงานที่สูง โดยร้านของเขาต้องแบกรับค่าเช่าเดือนละ 20,000 หยวน (ประมาณ 96,000 บาท) และค่าจ้างพนักงานอีกคนละ 7,000 หยวน (ประมาณ 33,600 บาท) ต่อเดือน ซึ่งหากยอดขายต่อเดือนไม่ถึง 100,000 หยวน (ประมาณ 480,000 บาท) ก็จะไม่สามารถคุ้มทุนได้
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความกังวลเรื่องอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ปี 2566 ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยปัจจุบันผู้บริโภคจีนมักจะเลือกซื้อเครื่องดื่มที่มีราคาต่ำกว่า 10 หยวน (ประมาณ 48 บาท) เท่านั้น ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ ต้องหั่นราคาเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเฉิน เสี่ยว ซีอีโอของ เซี่ยงไฮ้ ย่าเฉิง คัลเจอร์ มองว่าความต้องการในตลาดยังคงมีอยู่ แต่นักลงทุนรายใหม่ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ยากลำบากจากภาวะตลาดที่อิ่มตัวและการแข่งขันด้านราคาที่ทำลายความยั่งยืนของธุรกิจ
ที่มา: scmp


