MGR Online: ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ ? ทั้ง 2 ฝ่ายคิดอะไร ถึงได้จัดการพบปะกันในช่วงเวลาที่เกิดสงครามหลายๆ พื้นที่ของโลก และ ไต้หวัน ก็ถูกมองว่าเป็น “พื้นที่อันตราย” ที่สุดแห่งหนึ่ง
การเดินทางเยือนจีนของ นางเจิ้งลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งในวันที่ 7-12 เมษายน และได้มีการพบปะหารือกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้นำประเทศ” เพราะจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน....แต่ว่าเป็นการพบกันในฐานะ “ผู้นำพรรค” คือ เจิ้งลี่เหวินเป็นผู้นำของพรรคก๊กมินตั๋งแห่งไต้หวัน และ สีจิ้นผิงเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน
การพบกันครั้งนี้มีนัยยะสำคัญก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การเดินทางเยือนกันระหว่างผู้นำของประเทศต่าง ๆ ที่ทำกันเป็นเรื่องปกตินั้น แต่ว่าผู้นำของจีนและไต้หวันไม่สามารถจะพบกันได้ และไม่เพียงเท่านั้น
ด้วยนโยบาย “จีนเดียว” ทำให้นักการเมืองระดับสูงของไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี ,รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนของไต้หวันก็ไม่สามารถจะเดินทางมาเยือน หรือพบกับผู้นำของทุกประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนได้ ซึ่งก็รวมถึง ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาด้วย

การทำความเข้าใจเรื่องไต้หวันกับจีน ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามกลางเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ 2 พรรคการเมืองแย่งชิงอำนาจกัน คือ พรรคก๊กมินตั๋ง และ พรรคคอมมิวนิสต์จีน สงครามกลางเมืองระลอกแรกเกิดขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1927-1937 หลังจากนั้นทั้ง 2 พรรคก็ตกลง พักรบ-ยุติศึกเพื่อร่วมกันต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น
แต่หลังจากสงครามกับญี่ปุ่นยุติลง พรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็หันมาสู้รบชิงอำนาจกันอีกครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946-1949 โดยสุดท้ายแล้ว ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ที่เหมาเจ๋อตง เป็นผู้นำ เป็นฝ่ายชนะ และสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
ข้างฝ่ายพรรคก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยจอมพลเจียงไคเช็ก ผู้พ่ายแพ้ ต้องล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน ที่อยู่ตรงกันข้ามกับมณฑลฝูเจี้ยนของจีน โดยถึงแม้การสู้รบด้วยอาวุธจะยุติลง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะยังเป็นศัตรูกันแบบ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”
เหมาเจ๋อตง บอกว่า ความสำเร็จที่เขาภูมิใจมากที่สุด ก็คือ การไล่เจียงไคเช็กไปอยู่ที่เกาะเล็กๆ คือไต้หวัน ส่วนนายพลเจียง ก็ประกาศว่า “ผู้ดีกับโจร อยู่ร่วมกันไม่ได้”
หลังจากนั้น ทั้ง 2 ฝากฝั่งก็ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถไปมาหาสู่กัน ติดต่อกันไม่ได้ ประชาชนราว 1 ล้าน 2 แสนคนที่ติดตามเจียงไคเช็กไปอยู่ที่ไต้หวัน มีทั้งทหาร ข้าราชการ ปัญญาชน พ่อค้า ก็ต้องพลัดพรากจากครอบครัวและญาติมิตรที่อยู่บนจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นคนจีนเหมือนๆ กัน หลายครอบครัวต้องแยกจากกัน ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันอีกจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต แม้แต่จะส่งจดหมายไปถามสารทุกข์สุขดิบ ก็ต้องแอบ ๆ ทำโดยส่งไปที่ฮ่องกงหรือมาเก๊าก่อน แล้วจะมีนายหน้าช่วยเปลี่ยนซอง และส่งต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ การต่อสู้ทางการเมืองได้ทำให้ประชาชน ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด

ผู้คนทั้ง 2 ฝากฝั่งถูกตัดขาดกันนานว่า 40 ปี จนกระทั่งมีการพบกันของผู้แทนภาคประชาชนของไต้หวันและจีน โดยนำไปสู่ข้อตกลงสำคัญที่เรียกว่า “ฉันทามติ ปี 1992” ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับหลักการ "จีนเดียว" แต่มีการตีความที่แตกต่างกัน คือ ฝ่ายไต้หวันตีความว่า จีนเดียว คือ "สาธารณรัฐจีน" ที่ก่อตั้งโดย ดร.ซุนยัดเซ็น เมื่อปี 1911 และไต้หวันได้สืบทอดการปกครองต่อมา ส่วนฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่ตีความว่า จีนเดียว คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
“ฉันทามติ ปี 1992” ถือเป็นหลักการสำคัญที่จีนและไต้หวันยึดถือเพื่อติดต่อกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฟากฝั่งต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อพรรคก๊กมินตั๋งแพ้การเลือกตั้ง และไต้หวันมีประธานาธิบดีคนใหม่ ชื่อ “เฉิน สุยเปี่ยน” ที่มาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือในภาษาจีนคือ “หมินจิ้นตั่ง” 民進黨 ซึ่งมีจุดยืนแบ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช
ในยุคของเฉินสุยเปี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนเสื่อมทรุดลงอย่างมาก จนกระทั่งปี 2005 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เชิญนายเหลียนจั้น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งตอนนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้านของไต้หวันมาเยือนประเทศจีน เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ที่นักการเมืองระดับสูงของไต้หวันเดินทางมายังจีนแผ่นดินใหญ่

ในการเยือนประเทศจีนของนายเหลียนจั้นเมื่อปี 2005 นางเจิ้งลี่เหวิน ก็ได้ร่วมคณะไปด้วยในฐานะ โฆษกพรรคก๊กมินตั๋ง
ดังนั้น การไปจีนครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเยือนแผ่นดินใหญ่ในรอบ 21 ปีของนางเจิ้งลี่เหวิน โดยตอนนี้เธอมีฐานะเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต สู้รบกันจนสูญเสียชีวิตมากกว่า 10 ล้านคน และประณามอีกฝ่ายว่าเป็น “โจร” อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่วันนี้พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ กลับเปลี่ยนจากอริเป็นมิตร ก็เพราะว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีศัตรูร่วมกัน ก็คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งมีจุดยืนแยกไต้หวันเป็นเอกราช และทำให้พรรคก๊กมินตั๋งที่เคยเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ปกครองไต้หวัน ต้องสูญเสียอำนาจ
เพื่อรับมือกับประธานาธิบดีไต้หวันที่มาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่ไม่ยอมรับหลักการจีนเดียว ไม่ว่าจะเป็น นายเฉินสุยเปี่ยน, นางไช่อิงเหวิน จนถึง นายไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จึงต้องสานสัมพันธ์กับพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งเองก็ไม่ได้ต้องการรวมชาติกับจีน แต่มีจุดยืนรักษาสถานภาพในปัจจุบัน อยู่ร่วมกันกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างสันติไปมาหาสู่กันได้ ค้าขาย ท่องเที่ยว และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งทุกคน ได้รับคำเชิญให้ไปเยือนประเทศจีน ขณะที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำว่าเป็น "ผู้แบ่งแยกดินแดน".
การเดินทางเยือนจีนของ นางเจิ้งลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งในวันที่ 7-12 เมษายน และได้มีการพบปะหารือกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้นำประเทศ” เพราะจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน....แต่ว่าเป็นการพบกันในฐานะ “ผู้นำพรรค” คือ เจิ้งลี่เหวินเป็นผู้นำของพรรคก๊กมินตั๋งแห่งไต้หวัน และ สีจิ้นผิงเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน
การพบกันครั้งนี้มีนัยยะสำคัญก็เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การเดินทางเยือนกันระหว่างผู้นำของประเทศต่าง ๆ ที่ทำกันเป็นเรื่องปกตินั้น แต่ว่าผู้นำของจีนและไต้หวันไม่สามารถจะพบกันได้ และไม่เพียงเท่านั้น
ด้วยนโยบาย “จีนเดียว” ทำให้นักการเมืองระดับสูงของไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี ,รวมถึงรัฐมนตรีทุกคนของไต้หวันก็ไม่สามารถจะเดินทางมาเยือน หรือพบกับผู้นำของทุกประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศจีนได้ ซึ่งก็รวมถึง ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาด้วย
การทำความเข้าใจเรื่องไต้หวันกับจีน ต้องย้อนกลับไปในช่วงสงครามกลางเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ 2 พรรคการเมืองแย่งชิงอำนาจกัน คือ พรรคก๊กมินตั๋ง และ พรรคคอมมิวนิสต์จีน สงครามกลางเมืองระลอกแรกเกิดขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1927-1937 หลังจากนั้นทั้ง 2 พรรคก็ตกลง พักรบ-ยุติศึกเพื่อร่วมกันต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น
แต่หลังจากสงครามกับญี่ปุ่นยุติลง พรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็หันมาสู้รบชิงอำนาจกันอีกครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946-1949 โดยสุดท้ายแล้ว ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ที่เหมาเจ๋อตง เป็นผู้นำ เป็นฝ่ายชนะ และสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีน เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
ข้างฝ่ายพรรคก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยจอมพลเจียงไคเช็ก ผู้พ่ายแพ้ ต้องล่าถอยไปยังเกาะไต้หวัน ที่อยู่ตรงกันข้ามกับมณฑลฝูเจี้ยนของจีน โดยถึงแม้การสู้รบด้วยอาวุธจะยุติลง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะยังเป็นศัตรูกันแบบ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”
เหมาเจ๋อตง บอกว่า ความสำเร็จที่เขาภูมิใจมากที่สุด ก็คือ การไล่เจียงไคเช็กไปอยู่ที่เกาะเล็กๆ คือไต้หวัน ส่วนนายพลเจียง ก็ประกาศว่า “ผู้ดีกับโจร อยู่ร่วมกันไม่ได้”
หลังจากนั้น ทั้ง 2 ฝากฝั่งก็ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถไปมาหาสู่กัน ติดต่อกันไม่ได้ ประชาชนราว 1 ล้าน 2 แสนคนที่ติดตามเจียงไคเช็กไปอยู่ที่ไต้หวัน มีทั้งทหาร ข้าราชการ ปัญญาชน พ่อค้า ก็ต้องพลัดพรากจากครอบครัวและญาติมิตรที่อยู่บนจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งๆ ที่เป็นคนจีนเหมือนๆ กัน หลายครอบครัวต้องแยกจากกัน ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันอีกจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต แม้แต่จะส่งจดหมายไปถามสารทุกข์สุขดิบ ก็ต้องแอบ ๆ ทำโดยส่งไปที่ฮ่องกงหรือมาเก๊าก่อน แล้วจะมีนายหน้าช่วยเปลี่ยนซอง และส่งต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ การต่อสู้ทางการเมืองได้ทำให้ประชาชน ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด
ผู้คนทั้ง 2 ฝากฝั่งถูกตัดขาดกันนานว่า 40 ปี จนกระทั่งมีการพบกันของผู้แทนภาคประชาชนของไต้หวันและจีน โดยนำไปสู่ข้อตกลงสำคัญที่เรียกว่า “ฉันทามติ ปี 1992” ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับหลักการ "จีนเดียว" แต่มีการตีความที่แตกต่างกัน คือ ฝ่ายไต้หวันตีความว่า จีนเดียว คือ "สาธารณรัฐจีน" ที่ก่อตั้งโดย ดร.ซุนยัดเซ็น เมื่อปี 1911 และไต้หวันได้สืบทอดการปกครองต่อมา ส่วนฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่ตีความว่า จีนเดียว คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
“ฉันทามติ ปี 1992” ถือเป็นหลักการสำคัญที่จีนและไต้หวันยึดถือเพื่อติดต่อกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ฟากฝั่งต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง เมื่อพรรคก๊กมินตั๋งแพ้การเลือกตั้ง และไต้หวันมีประธานาธิบดีคนใหม่ ชื่อ “เฉิน สุยเปี่ยน” ที่มาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือในภาษาจีนคือ “หมินจิ้นตั่ง” 民進黨 ซึ่งมีจุดยืนแบ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช
ในยุคของเฉินสุยเปี่ยน ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนเสื่อมทรุดลงอย่างมาก จนกระทั่งปี 2005 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เชิญนายเหลียนจั้น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งตอนนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้านของไต้หวันมาเยือนประเทศจีน เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ที่นักการเมืองระดับสูงของไต้หวันเดินทางมายังจีนแผ่นดินใหญ่
ในการเยือนประเทศจีนของนายเหลียนจั้นเมื่อปี 2005 นางเจิ้งลี่เหวิน ก็ได้ร่วมคณะไปด้วยในฐานะ โฆษกพรรคก๊กมินตั๋ง
ดังนั้น การไปจีนครั้งนี้จึงเป็นการกลับไปเยือนแผ่นดินใหญ่ในรอบ 21 ปีของนางเจิ้งลี่เหวิน โดยตอนนี้เธอมีฐานะเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต สู้รบกันจนสูญเสียชีวิตมากกว่า 10 ล้านคน และประณามอีกฝ่ายว่าเป็น “โจร” อยู่ร่วมกันไม่ได้ แต่วันนี้พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ กลับเปลี่ยนจากอริเป็นมิตร ก็เพราะว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีศัตรูร่วมกัน ก็คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ซึ่งมีจุดยืนแยกไต้หวันเป็นเอกราช และทำให้พรรคก๊กมินตั๋งที่เคยเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ปกครองไต้หวัน ต้องสูญเสียอำนาจ
เพื่อรับมือกับประธานาธิบดีไต้หวันที่มาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ที่ไม่ยอมรับหลักการจีนเดียว ไม่ว่าจะเป็น นายเฉินสุยเปี่ยน, นางไช่อิงเหวิน จนถึง นายไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จึงต้องสานสัมพันธ์กับพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งเองก็ไม่ได้ต้องการรวมชาติกับจีน แต่มีจุดยืนรักษาสถานภาพในปัจจุบัน อยู่ร่วมกันกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างสันติไปมาหาสู่กันได้ ค้าขาย ท่องเที่ยว และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งทุกคน ได้รับคำเชิญให้ไปเยือนประเทศจีน ขณะที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำว่าเป็น "ผู้แบ่งแยกดินแดน".


