โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ในบทความนี้ผู้เขียนอยากเล่าประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ที่จีนจะได้รับภายใต้ภาวะสงครามที่กำลังเกิดขึ้นอย่างดุเดือดระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล-สหรัฐฯ ในตอนแรกหลายคนมองว่าสงครามน่าจะจบได้เร็ว แต่ปัจจุบันมีสัญญาณของการยืดเยื้อ เนื่องจากฝั่งของอิหร่านและพันธมิตรมีท่าทีที่แข็งกร้าวและประกาศว่าจะโจมตีคืนอย่างสาสม อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การเดินเรือขนส่งน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบนี้หยุดชะงัก ส่งผลกระทบอย่างหนักไปทั่วโลกจนกลายเป็นวิกฤติด้านพลังงาน ทั้งในเรื่องของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและซัพพลายที่ไม่เพียงพอต่อดีมานที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น ประเทศไทยที่กำลังประสบกันอยู่ในขณะนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวจะไปกระทบไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชนผู้บริโภคนั่นเอง
ในสถานการณ์โลกที่กำลังวุ่นวายอยู่นี้ ผู้เขียนมองว่ามีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมจีนที่จะได้รับประโยชน์มหาศาล คืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ที่ในขณะนี้มีอยู่หลากหลายแบรนด์และกำลังออกไปตีตลาดทั่วโลก โดยรถยนต์ไฟฟ้าจีนเริ่มรุกต่างประเทศหนักตั้งแต่ช่วงหลังโควิด และผลประกอบการทั่วโลกของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีนก็นับว่าเป็นที่น่าพอใจ อย่างเช่น แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของจีน BYD หลังจากเข้ามาทำการตลาดในไทยก็ได้รับการตอบรับจากตลาดมาอย่างดีจนปัจจุบัน
ผู้เขียนดูข่าวมอเตอร์โชว์ที่จัดขึ้นล่าสุด ในงานมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากและอัตราการเติบโตของดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ดีลเลอร์รถยนต์สันดาปลดลงกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่ายอดจองในปีนี้ค่ายรถยนต์จากจีนจะแซงค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ในไทยมาช้านาน
ตรงนี้คือสัญญาณของ “ลมที่เปลี่ยนทิศ” เนื่องด้วยปัจจัยของความเสี่ยงด้านพลังงานน้ำมันที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องหาทางออกกับพลังงานอื่นที่เข้ามาทดแทนได้ ซึ่งในขณะนี้ก็มีเพียงรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น ถ้าเราลองพิจารณาสถานการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารถยนต์พลังงานสะอาดที่ก็เป็นเทรนด์ที่ได้รับการสนับสนุนมาตลอดในช่วง 10 ปีนี้ แต่ในช่วงนี้เนื่องจากความเสี่ยงดังกล่าวจะทำให้การเปลี่ยนผ่านเร็วมากขึ้นนั่นเอง
ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังจะได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยความได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่สั่งสมมาหลายปี ความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรม และยุทธศาสตร์การกระจายตัวสู่ตลาดโลกมาก่อนหน้า สงครามในตะวันออกกลางทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนการใช้รถยนต์สันดาปที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ยิ่งทำให้ความได้เปรียบด้านความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้าโดดเด่นชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้อมูลจากรายงานของกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนชี้ว่า รถยนต์ไฟฟ้าใช้ค่าไฟเพียง 10–20 หยวนหรือประมาณ 47-94 บาทต่อ 100 กิโลเมตร ขณะที่รถยนต์สันดาปต้องเสียค่าเชื้อเพลิง 80–120 หยวนหรือ 376-564 บาทต่อ 100 กิโลเมตร ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางรายปีแตกต่างกันหลายพันหยวนหรือหลักหมื่นบาท ความแตกต่างด้านต้นทุนนี้ได้เปลี่ยนการตัดสินใจซื้อรถของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกครั้งนี้ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนได้อาศัยความได้เปรียบของผู้บุกเบิกตลาด เข้าครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนเมื่อยอดส่งออกและยอดขายรถยนต์จีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นผู้นำโลกครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับการสนับสนุนหลักจากการผลิตรถยนต์อีวีและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการสูญเสียความได้เปรียบทางการตลาดและความยากลำบากในการปรับตัว ในตลาดยุโรป ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจีนเติบโตหลายเท่าตัว ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และเอเชียกลาง ออเดอร์รถยนต์ไฟฟ้าจีนเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ที่ดีลเลอร์ BYD ในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ออเดอร์สองสัปดาห์ที่ผ่านมาของเดือนมี.ค .เท่ากับยอดขายทั้งเดือนในช่วงปกติ ที่โชว์รูม VinFast (รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์เวียดนาม)ในกรุงฮานอย เวียดนาม ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมเพิ่มขึ้นสามเท่า
ดังนั้นสงครามตะวันออกกลางไม่เพียงเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของตลาด แต่ยังปรับรูปแบบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์รถยนต์มาช้านาน ที่ตลาดตะวันออกกลางถูกครอบครองโดยแบรนด์รถยนต์จากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีมาโดยตลอด โดยผู้บริโภคมักนิยมรถยนต์สันดาปเครื่องยนต์ขนาดใหญ่สมรรถนะสูง แต่การสงครามทำให้ผู้บริโภคในพื้นที่นี้เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยง แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนจึงได้รับการตอบรับจากตลาดมากขึ้น ด้วยคุณภาพที่เชื่อถือได้ (มีการใช้งานในหลายประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ) และความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม
สื่อจีนเองมีการรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2026 ขีปนาวุธอิหร่านโจมตีกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอล รถยนต์ BYD Atto 3 (ชื่อในจีนแผ่นดินใหญ่คือ Yuan PLUS) คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ใกล้จุดระเบิดมากถูกคลื่นแรงระเบิดพัดกระทบอย่างรุนแรง ตัวถังได้รับความเสียหายหนัก กระจกแตกทั้งหมด แต่ประตูยังเปิดได้ตามปกติ โครงตัวถังยังคงสมบูรณ์ ถุงลมนิรภัยทำงานได้ถูกต้อง แบตเตอรี่ไม่ลุกไหม้หรือระเบิด และผู้โดยสารทั้ง 5 คนบนรถรอดชีวิตทั้งหมด ทำให้ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้าจีนผ่านการทดสอบที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมี และจากเหตุการณ์นี้สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าจีนได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ฟีเจอร์จ่ายไฟออกสู่ภายนอกของรถยนต์อีวีจีนยังกลายเป็นแหล่งพลังงานฉุกเฉินในช่วงสงคราม ช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน ยิ่งเพิ่มชื่อเสียงและความนิยมให้กับแบรนด์
ประเทศในตะวันออกกลางพึ่งพาการส่งออกน้ำมันมาช้านาน ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ความผันผวนของราคาน้ำมันและความไม่มั่นคงด้านการจัดหาพลังงานอันเนื่องมาจากสงคราม ทำให้ประเทศในแถบนี้ตระหนักถึงความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ ต่างออกนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนจึงกลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศเหล่านี้ ด้วยองค์ความรู้สะสมในด้านเทคโนโลยีการไฟฟ้าและอัจฉริยะ
บริษัทจีนไม่เพียงส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง แต่ยังมีส่วนร่วมในการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมในท้องถิ่น BYD, CATL และบริษัทอื่นๆ ได้วางแผนตั้งโรงงานแบตเตอรี่และศูนย์วิจัยพัฒนาในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรในท้องถิ่น การมีส่วนร่วมเชิงลึกนี้ไม่เพียงเพิ่มอำนาจการต่อรองของบริษัทจีนในตลาดตะวันออกกลาง แต่ยังเปิดโอกาสให้จีนมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ทั้งในด้านมาตรฐานทางเทคนิคของรถยนต์พลังงานใหม่ ข้อกำหนดหัวชาร์จ และโปรโตคอลยานยนต์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย เสียงของบริษัทจีนจึงมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นสร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญ Celestite ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับผลิตสตรอนเชียมที่ใช้ในมอเตอร์แม่เหล็กถาวร ราวร้อยละ 70 ต้องนำเข้าจากอิหร่าน และแหล่งแร่ Celestite คุณภาพสูงของโลกแทบทั้งหมดอยู่ภายใต้การครอบครองของอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนมีการประเมินว่าสต็อก Celestite ในประเทศจีนมีเพียงพอใช้ได้ราว 3 เดือน หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนการจัดหา Celestite หยุดชะงัก จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่างพลาสติกและยางสังเคราะห์ก็พุ่งสูงตามราคาน้ำมัน ยิ่งดันต้นทุนการผลิตยานยนต์โดยรวมให้สูงขึ้น เช่น ราคาอะลูมิเนียมที่ LME (London Metal Exchange) ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ทำให้ต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนอย่างแบตเตอรี่และตัวถังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานไม่เพียงกระทบต่อแผนการผลิตของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน แต่ยังคุกคามการพัฒนาในระยะกลาง-ยาวด้วย อีกทั้งตลาดตะวันออกกลางก็เป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญที่จีนอยากเข้าไปเจาะตลาดเป็นอย่างมาก แต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านนโยบายของตลาดตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงไป เช่น บางประเทศอาจขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือออกนโยบายอุตสาหกรรมที่ไม่เอื้อต่อแบรนด์จีน ปัจจัยแห่งความไม่แน่นอนเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายต่อบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนในอนาคต
มีข่าวหนึ่งในจีนพาดหัวข่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เกิดความขัดแย้งฉับพลันในตะวันออกกลาง ทำให้ยอดขายต่างประเทศของ BYD พุ่งสูง กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด” ตั้งแต่บราซิลไปจนถึงยุโรป สัดส่วนยอดขายต่างประเทศที่พุ่งสูงถึง 53% ในช่วงนี้ จากช่วงวิกฤตเอื้อให้กลายเป็นโอกาส BYD เองก็ชูแนวคิดใหม่ว่าสิ่งที่ประหยัดได้ไม่ใช่แค่เงิน แต่คืออิสระในการเลือกวิถีชีวิตเพราะไม่ต้องมานั่งคำนวณค่าน้ำมัน
จากสถานการณ์ปัจจุบันต้องบอกว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนเหมือนถูกหวยแจคพอตใหญ่ ความต้องการทั่วโลกที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่รถยนต์ไฟฟ้าจีนหลากหลายแบรนด์ภายในประเทศก็กำลังประสบภาวะ over supply หรือผลผลิตล้นเกินอยู่พอดี ขนาดว่าสถานการณ์ในไทยรถยนต์ค้างสต็อกของดีลเลอร์ NETA (ที่ล้มหายทิ้งผู้บริโภคไทยไปแล้ว) ยังสบโอกาสนี้ในการโพสต์ประกาศขายบนโซเซียลในราคาถูกเพื่อระบายสต๊อกสินค้าได้ เป็นยุคทองของรถยนต์อีวีจริงๆ


