จีนกำลังสร้างองค์ความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางทะเลในบริเวณที่จะเป็นสถานที่ทำสงครามเรือดำน้ำ
ในการสร้างองค์ความรู้ดังกล่าวนั้น จีนอาศัยวิธีการส่งเรือวิจัยหลายสิบลำไปปฏิบัติภารกิจสำรวจด้านพลเรือน เช่น พื้นที่การประมงและแหล่งแร่ แต่ขณะเดียวกันก็กำลังทำแผนที่พื้นมหาสมุทร ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทั่วโลกด้วย
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้แกะรอยภารกิจของเรือสำรวจจีน โดยตรวจสอบหลักฐานที่รัฐบาลและมหาวิทยาลัยของจีนบันทึกไว้ รวมถึงบทความในวารสารและรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ตลอดจนได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวมากกว่า 5 ปีของเรือวิจัย 42 ลำในในมหาสมุทรแปซิฟิก อินเดีย หรืออาร์กติก โดยรอยเตอร์ใช้แพลตฟอร์มการติดตามเรือ สร้างโดยบริษัท Starboard Maritime Intelligence ของนิวซีแลนด์
การเคลื่อนไหวของเรือวิจัยซึ่งกำลังทำแผนที่พื้นทะเลนั้นจะมีลักษณะแล่นไปมาในแนวเส้นตรง การวิเคราะห์ของรอยเตอร์ ซึ่งถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการรบทางทะเลคน 9 คนพบว่า เรือวิจัยของจีนมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวอย่างน้อย 8 ลำ โดยครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในมหาสมุทรมหาสมุทรแปซิฟิก อินเดีย และอาร์กติก
นี่เป็นครั้งแรกที่มีการรายงานขอบเขตการทำแผนที่และการสังเกตการณ์ของจีนในมหาสมุทรเหล่านั้น โดยการรายงานก่อนหน้านี้ได้เปิดเผยเพียงบางส่วนในบริเวณรอบเกาะกวม เกาะไต้หวัน และบางจุดในมหาสมุทรอินเดีย
เรือวิจัยของจีน “เป็นเรื่องที่น่ากังวลในเชิงยุทธศาสตร์” พลเรือตรี ไมค์ บรูกส์ ผู้บัญชาการสำนักงานข่าวกรองทางทะเลของสหรัฐฯ ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาในเดือนนี้
หากจีนและสหรัฐฯ ทำสงครามกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามทางทะเลกล่าวว่า มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกจะเป็นบริเวณที่การสู้รบดุเดือด
บรูกส์กล่าวต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า จีนกำลังสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังใต้น้ำที่ “รวบรวมข้อมูลทางอุทกศาสตร์ เช่น อุณหภูมิน้ำ ความเค็ม กระแสน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโซนาร์และช่วยให้สามารถเฝ้าระวังเรือดำน้ำที่แล่นผ่านเส้นทางน้ำสำคัญ เช่น ทะเลจีนใต้ได้อย่างต่อเนื่อง”
ตงฟังหง 3 ( Dong Fang Hong 3 ) ของมหาวิทยาลัยสมุทรศาสตร์แห่งประเทศจีนเป็นตัวอย่างหนึ่งของเรือวิจัยจีน
ในช่วงปี 2567 และ 2468 เรือลำนี้ได้แล่นเทียวไปเทียวมาอยู่ในทะเลใกล้ไต้หวันและฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในเกาะกวม และบริเวณยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย โดยแล่นตัดผ่านน่านน้ำระหว่างศรีลังกากับอินโดนีเซีย ครอบคลุมเส้นทางเข้าสู่ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญสำหรับการค้าทางทะเล
ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยสมุทรศาสตร์แห่งประเทศจีน ตงฟังหง 3กำลังสำรวจโคลนและวิจัยสภาพภูมิอากาศ แต่บทความทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เขียนร่วมกันก็แสดงให้เห็นว่า เรือลำนี้ยังได้สำรวจทำแผนที่ใต้ทะเลลึกอย่างละเอียดอีกด้วย
นายปีเตอร์ สก็อตต์ อดีตผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำของออสเตรเลียระบุว่า ข้อมูลการสำรวจของเรือเหล่านี้จะมีค่าอย่างมหาศาลในการเตรียมสมรภูมิรบสำหรับเรือดำน้ำพญามังกร
ภาพรวมของสภาพใต้ทะเลเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเรือดำน้ำออกไปปฏิบัติการและการไล่ล่าเรือดำน้ำของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจนนิเฟอร์ พาร์เกอร์ อาจารย์พิเศษด้านการป้องกันและความมั่นคงแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย และอดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านเรือดำน้ำของออสเตรเลียกล่าวว่า ผู้บัญชาการจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศใต้น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการชนและการอำพรางเรือ รวมถึงการตรวจจับเรือดำน้ำ ซึ่งปฏิบัติการอยู่ห่างจากผิวน้ำเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
โดยทั่วไปแล้ว เรือดำน้ำจะถูกระบุได้จากเสียงที่เรือมันเองปล่อยออกมา หรือเสียงสะท้อนจากสัญญาณที่ส่งโดยระบบโซนาร์ แต่ทอม ชูการ์ต อดีตผู้บัญชาการเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์เพื่อความมั่นคงแห่งอเมริกาใหม่ ( Center for a New American Security ) ชี้ว่า การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียงเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพภูมิประเทศใต้น้ำ คลื่นเสียงและการเคลื่อนที่ใต้น้ำได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำ ความเค็ม และกระแสน้ำด้วยเช่นกัน
ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่าจีนมุ่งเน้นการสำรวจไปที่น่านน้ำที่มีความสำคัญทางทหารรอบฟิลิปปินส์ ใกล้กับกวมและฮาวาย และใกล้กับฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะเวคในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ นอกจากนั้น พบข้อมูลที่น่าตกใจ เช่น การทำแผนที่ของจีนครอบคลุมน่านน้ำรอบเกาะกวม ซึ่งมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ บางลำประจำการ หรือการทำแผนที่น่านน้ำรอบฮาวาย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางทหารระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ
ปีเตอร์ ลีวี อดีตผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือของออสเตรเลียประจำสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นประธานสถาบันกองทัพเรือออสเตรเลีย (Australian Naval Institute) ชี้ว่าจีนต้องการทำความเข้าใจเกี่ยวอาณาเขตทางทะเล เพื่อสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้
พาร์เกอร์คาดว่า จีนน่าจะมีปฏิบัติการเรือดำน้ำในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น เนื่องเป็นเส้นทางสำคัญในการนำเข้าน้ำมันและทรัพยากรอื่นๆ จากตะวันออกกลางและแอฟริกาของจีน ซึ่งการพึ่งพาการค้าทางทะเลยังเป็นมีจุดอ่อน
เรือของจีนยังได้สำรวจและทำแผนที่พื้นทะเลทางตะวันตกและทางเหนือของอะแลสกา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสู่แถบอาร์กติก รัฐบาลจีนมองว่าแถบอาร์กติกเป็นพรมแดนเชิงยุทธศาสตร์ และประกาศเป็นมหาอำนาจขั้วโลกภายในทศวรรษ 2030
ไรอัน มาร์ตินสัน รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีนประจำวิทยาลัยการทัพเรือสหรัฐฯ รู้สึกทึ่งกับการขยายขอบเขตการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลของจีนอย่างมโหฬาร เขาเตือนว่า ความพยายามของจีนเสี่ยงกัดเซาะความได้เปรียบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งมีความเข้าใจมานานหลายทศวรรษแล้วว่าเหนือกว่าจีนในด้านความรู้เกี่ยวกับพื้นที่การรบในมหาสมุทร
การสำรวจอย่างกว้างขวางและความสามารถใต้น้ำที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการผงาดของจีนในฐานะมหาอำนาจทางทะเลชั้นนำ ชูการ์ตระบุ
ทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวภารกิจของเรือวิจัยจีนที่กล่าวมานี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่า นี่คือการบูรณาการงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพลเรือนเข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร ตรงตามแนวทาง “การมุ่งผสานรวมระหว่างภาคพลเรือนและทหาร” (civil-military fusion) ยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนั่นเอง
อ้างอิงข้อมูล : "China is mapping the ocean floor as it prepares for submarine warfare with the US" ในรอยเตอร์


