xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights: ภาคการศึกษาจีนกับการปรับตัวสู่ยุคเอไอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวหลายสถาบันการศึกษาในจีนทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวะศึกษา ตัดสินใจยุบรวมหรือยกเลิกบางวิชาออกจากหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรวิชาที่ AI จะเข้ามาแทนที่ได้ 100% ในอนาคต   (แฟ้มภาพรอยเตอร์)
โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ก่อนหน้านี้มีข่าวดังชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการที่หลายหน่วยงานการศึกษาในจีนทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวศึกษาตัดสินใจยุบรวมหรือยกเลิกบางวิชาออกจากหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรวิชาที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) จะเข้ามาแทนที่ได้ 100% ในอนาคต ข่าวนี้ได้รับความสนใจไม่น้อยจากชาวโซเซียลทั้งในจีนและในไทย เพราะทำให้หลายคนตระหนักว่ายุคของเอไอที่จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์กำลังมาถึงแล้วในอีกไม่ช้า ผู้เขียนมองว่าจีนปรับตัวค่อนข้างไวและเนื่องจากข้อดีของการเมืองจีนที่สามารถดำเนินแผนพัฒนาฯระยะยาว 5-10 ปีได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การวางรากฐานปรับตัวเพื่อรับมือกับอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่วงประมาณปี 2010 เป็นต้นมา เมื่อเทคโนโลยีอย่าง Big Data และ Cloud Computing เริ่มพัฒนาและมีความสมบูรณ์มากขึ้น เอไอก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคการศึกษาอย่างชัดเจนมากขึ้น ในระยะนี้การสำรวจและทดลองใช้ระบบเอไอในวงการการศึกษาของจีนยังคงอยู่ในขั้นการทดลองและการเริ่มต้นสร้างความเข้าใจด้านแนวคิด ในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบคลังข้อสอบอัจฉริยะกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของเอไอ ในการศึกษาช่วงแรก แพลตฟอร์มการศึกษารายใหญ่ในจีนอย่าง YuanTiku (猿题库 อ่านว่า “หยวนถีคู่”) และ Zuoyebang(作业帮 อ่านว่า จั้วเยี่ยปัง) ได้รวบรวมข้อมูลข้อสอบจำนวนมหาศาลและใช้อัลกอริทึม-เอไอวิเคราะห์ผลการทำแบบฝึกหัดของนักเรียน เพื่อแนะนำแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน วิธีการนี้ช่วยลดข้อจำกัดของแนวทางการเรียนแบบดั้งเดิมที่ทำโจทย์จำนวนมากโดยไม่เจาะจง และทำให้นักเรียนสามารถฝึกฝนเพื่อขจัดจุดอ่อนของตนเองได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เริ่มถูกนำมาใช้ในด้านการเรียนภาษา อย่างเช่น แอปพลิเคชันฝึกพูดภาษาอังกฤษ English Liulishuo (英语流利说) ที่ใช้เอไอประเมินการออกเสียงของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้เรียนภาษาสามารถฝึกพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับฮิวแมนนอยด์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งในจีน (ภาพจากสื่อจีน)
วงการการศึกษาจีนเริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเอไอต่อระบบการศึกษา โดยตั้งแต่ปี 2017 รัฐบาลจีนได้ประกาศ “แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่” ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าต้องใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อเร่งการปฏิรูปโมเดลการพัฒนาบุคลากรและวิธีการเรียนการสอน และสร้างระบบการศึกษาใหม่ที่ประกอบด้วยการเรียนรู้อัจฉริยะและการเรียนรู้เชิงโต้ตอบ การประกาศนโยบายนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ “เอไอเพื่อการศึกษา” (AI Education) ถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ และวางรากฐานด้านนโยบายสำหรับการพัฒนา ในขณะเดียวกัน การประชุมด้านการศึกษาและเวทีวิชาการต่างๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับประเด็น “เอไอ กับ การศึกษามากขึ้น” นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันอภิปรายถึงการผสานเอไอเข้ากับการศึกษา ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้แนวคิด AI Education แพร่หลายไปสู่สังคมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ความก้าวหน้าในด้านการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) และการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ทำให้การประยุกต์ใช้เอไอในภาคการศึกษาของจีนเข้าสู่ช่วงการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้เกิดนวัตกรรมรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆจำนวนมาก การเรียนการสอนในห้องเรียน ระบบการสอนอัจฉริยะเริ่มถูกนำมาใช้ เช่น แพลตฟอร์มเตรียมการสอนอัจฉริยะสามารถให้ทรัพยากรการสอนจำนวนมากแก่ครูผู้สอน ทั้งแผนการสอน, สไลด์การสอน, แบบฝึกหัดและสื่อการเรียนรู้ ระบบนี้ยังสามารถแนะนำทรัพยากรการสอนตามความต้องการของครูซึ่งช่วยลดภาระในการเตรียมการสอนได้อย่างมาก ขณะเดียวกันระบบห้องเรียนอัจฉริยะยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักเรียนแบบเรียลไทม์ เช่น ระดับความสนใจของนักเรียนและอัตราความถูกต้องในการตอบคำถาม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ครูสามารถปรับกลยุทธ์การสอนได้ในทันที ตัวอย่างเช่น ในโรงเรียนในโครงการทดลองบางแห่ง ครูสามารถดูความคืบหน้าการเรียนของนักเรียนแต่ละคนแบบเรียลไทม์และให้คำแนะนำแบบตัวต่อตัวกับนักเรียนที่มีปัญหาการเรียนซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก

สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียนและการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล เอไอก็เข้ามาช่วยได้มาก โมเดลการเรียนรู้แบบ Personalized Learning ที่ใช้เอไอ ได้รับการนำมาใช้แพร่หลาย เทคโนโลยี Learning Analytics สามารถวิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียน เช่นพฤติกรรมการเรียน, ระดับความเข้าใจเนื้อหาและความสามารถในการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น บริษัทการศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่งได้พัฒนาระบบเรียนรู้ที่วิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนและพบว่านักเรียนมีจุดอ่อนในเรื่องฟังก์ชันคณิตศาสตร์ จากนั้นระบบจึงแนะนำแบบฝึกหัดเฉพาะทางและคำแนะนำวิธีการเรียน ผลลัพธ์คือนักเรียนสามารถพัฒนาผลการเรียนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ AI ยังช่วยผลักดันการพัฒนาการศึกษาออนไลน์ โดยเฉพาะคอร์ส AI Interactive ที่นักเรียนสามารถโต้ตอบกับ AI ในด้านข้อมูลวิชาต่างๆได้ ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่

ห้องเรียนแห่งหนึ่งในจีน มีอุปกรณ์ทันสมัยที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเอไอ (ภาพจาก เวยปั๋ว)
ปัจจุบัน AI ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการการศึกษาของจีน เช่น ระบบจัดการทะเบียนนักเรียนอัจฉริยะ, ระบบความปลอดภัยในโรงเรียนอัจฉริยะและระบบบริหารงานวิชาการอัจฉริยะ เช่น ระบบทะเบียนนักเรียนอัจฉริยะ สามารถดำเนินการลงทะเบียน, แก้ไขข้อมูลและยกเลิกทะเบียนได้โดยอัตโนมัติ ระบบความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การจดจำใบหน้าและการวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในโรงเรียนแบบเรียลไทม์

และตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา การปรับตัวของอุตสาหกรรมการศึกษาจีนในยุค AI ได้เข้าสู่ระยะพัฒนาเชิงลึก ลักษณะที่สำคัญคือ การสร้างระบบนิเวศการศึกษา AI (AI Education Ecosystem) และการปรับโครงสร้างคุณค่าของการศึกษา AI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสอนอีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังหลักในการปรับโครงสร้างระบบการศึกษา เช่น โครงการเขตสาธิตการศึกษา AI ที่มีรูปแบบความร่วมมือที่มีรัฐบาลนำหัวแถวและโรงเรียนนำด้านการศึกษา ต่อมาบริษัทสนับสนุนเทคโนโลยีและสุดท้ายครอบครัวมีส่วนร่วม


เอไอ ทำให้การศึกษาปรับเปลี่ยนจากการถ่ายทอดความรู้เป็นศูนย์กลางไปสู่การพัฒนาความสามารถเป็นศูนย์กลาง โรงเรียนเริ่มให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์, การคิดเชิงวิพากษ์และความสามารถในการแก้ปัญหาครูจึงเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้นำทางการเรียนรู้ AI สามารถช่วยสร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ทำให้นักเรียนแต่ละคนสามารถเรียนตามความสามารถและตามจังหวะการเรียนของตนเอง เครื่องมือ AI ช่วยลดภาระของครูอย่างมากเช่นกัน ทั้งด้านการเตรียมการสอนและตรวจการบ้าน ทำให้ครูสามารถโฟกัสกับการดูแลนักเรียนและการพัฒนาศักยภาพนักเรียน AI และแพลตฟอร์มออนไลน์ยังช่วยให้นักเรียนจีนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

แรงขับเคลื่อนใหม่นี้ยังทำให้การกำหนดสาขาวิชาในสถาบันอุดมศึกษาของจีนกำลังเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่ ในปีนี้รัฐบาลจีนได้เสนอนโยบายอย่างชัดเจนว่าควรมีการปรับโครงสร้างสาขาวิชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้การผลิตบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของการพัฒนาประเทศและภาคอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยจำนวนมากได้เริ่มก่อตั้งคณะหรือวิทยาลัยด้านเอไอ และหุ่นยนต์ เพื่อมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างเอไอกับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย East China Normal University ได้ก่อตั้งสาขาการเงินเอไอ (AI Finance) โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เอไอในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินและการซื้อขายเชิงปริมาณ มหาวิทยาลัยด้านการเกษตรจีน ได้เพิ่มจำนวนรับนักศึกษาในสาขาเกษตรอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมการผสานเทคโนโลยีการเกษตรกับเอไอ

ขณะที่การรุกคืบของเทคโนโลยี อย่าง เอไอ เอเจนท์ที่กำลังเป็นกระแส หน่วยการศึกษาจีนจึงเน้นย้ำว่า เอไอเป็นเพียงเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ไม่ควรพึ่งพามากเกินไป และควรพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของตัวเองไปด้วย (แฟ้มภาพ รอยเตอร์)
ส่วนสาขาทักษะเชิงเดี่ยวแบบดั้งเดิม เช่น การผลิตเครื่องจักรแบบดั้งเดิมและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน จะถูกแทนที่โดยสาขา “AI + วิศวกรรม” เนื่องจากแบบวิชาดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับระบบการผลิตอัจฉริยะในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัย Communication University of China ได้ยกเลิกสาขาระดับปริญญาตรีจำนวน 16 สาขา เช่น วิชาการแปลและการถ่ายภาพ แต่เพิ่มสาขาใหม่แทนคือ การสื่อสารอัจฉริยะ ศิลปะสื่อดิจิทัล เป็นต้น

มหาวิทยาลัยเริ่มหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถหลักที่เอไอไม่สามารถทดแทนได้ และสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร รูปแบบการเรียนการสอนเริ่มเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติมากขึ้น มหาวิทยาลัยร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อจัดหลักสูตรการผลิตบุคลากรตามคำสั่งของอุตสาหกรรม (Order-based Training)

ขณะเดียวกัน นักศึกษาก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ในยุคเอไอความรู้จากสาขาเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป นักศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้แบบข้ามสาขา เช่น นักศึกษาสาขาภาษาต่างประเทศสามารถพัฒนาไปสู่สาขาเอไอและบริการด้านภาษา (AI + Language Services) มากขึ้น

และขณะนี้เริ่มมีเทรนด์ของการใช้เอไอเอเจนท์ (AI agent หรือในภาษาจีนคือ AI 助理 ) กันมากขึ้น ซึ่งมีความชาญฉลาดกว่า สามารถแก้ปัญหาต่างๆให้ได้เสมือนกับมีผู้ช่วยส่วนตัวเลยทีเดียว เนื่องจากการรุกคืบของเทคโนโลยีในกระบวนการใช้งาน หน่วยการศึกษาจีนจึงเน้นย้ำว่า เอไอเป็นเพียงเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ไม่ควรพึ่งพามากเกินไป และควรพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของตัวเองไปด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจรู้สึกร้อนๆหนาวๆในสายอาชีพของตนที่ทำอยู่ เราเริ่มเห็น AI มีความสามารถหลากหลายและเข้ามาแทนที่ในทำการทำงานหลากหลายตำแหน่งมากขึ้น มาถึงวันนี้เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของเทคโนโลยีได้ หรือเราอาจจะต้องยอมรับว่าในอนาคตอันใกล้หลายตำแหน่งอาจจะถูก AI เข้ามาแทนที่ 100% สำหรับมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบคงต้องหาทางออกและหาจุดร่วม ใช้ AI พัฒนาความสามารถของตนเอง เพื่อความอยู่รอดในโลกแห่งอนาคต.