ในยามศึกสงครามหน้าสิ่วหน้าขวาน คำว่า “ประเทศจีน” เปรียบเหมือนป้ายประกาศิต ที่ช่วยเบิกทางให้เรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปได้โดยไม่ถูกคมอาวุธของอิหร่าน
ช่องแคบฮอร์มุซเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบมากถึง 1 ใน 4 ของปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลทั้งหมดในโลก และ 1 ใน 5 ของการขนส่งก๊าซ LNG
นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลเปิดฉากถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา อิหร่านก็ปิดเส้นทางการเดินเรือแห่งนี้และโจมตีเรือแล้วอย่างน้อย 10 ลำ
จีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุดของอิหร่าน
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อเอเอฟพี มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการเดินเรือ Marine Traffic และพบว่า เรือที่จอดทอดสมออยู่ในอ่าวเปอร์เซียหรือจะต้องแล่นข้ามช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเปลี่ยนข้อมูลการเดินเรือ ( tracking data ) กันเป็นแถว เพื่อแสดงให้อิหร่านเห็นว่าเรือของตนมีความเกี่ยวข้องกับแดนมังกร
การอ้างว่า มีลูกเรือเป็นชาวจีนทั้งหมด หรือการระบุจุดหมายปลายทางเสียใหม่ว่า เจ้าของสินค้าบนเรือเป็นประเทศจีน ฯลฯ ดูเหมือนเป็นการส่งสัญญาณป้องกันตนเองล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายโจมตี อนา ซูบาซิช นักวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการค้าของบริษัทเคปเลอร์ ( Kpler ) ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Marine Traffic ระบุ
“กวนหยวนฝูซิ่ง” เป็นเรือลำล่าสุด ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยเมื่อวันจันทร์ ( 9 มี.ค.) โดยก่อนหน้านั้นสองวัน เรือได้เปลี่ยนจุดหมายปลายทางเป็น “เจ้าของเป็นประเทศจีน” ผ่านเครื่องส่งสัญญาณระบบ AIS (Automatic Identification System)
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรืออีกประมาณ 30 ลำ ใช้อุบายคล้ายคลึงกัน บางลำทำอย่างโจ๋งครึ่ม
แต่เมื่อผ่านพ้นเส้นทางอันตรายไปได้แล้ว ก็ทิ้งป้ายประกาศิตทันที เช่น เรือไอรอนเมเดน ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะมาร์แชลล์ และเรือซิโนโอเชียน ซึ่งติดธงชาติไลบีเรีย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า นับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมมีเรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซกว่า 20 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน 9 ลำ และเรือบรรทุกก๊าซ LNG 2 ลำ จากปกติที่มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยวันละ 138 ลำ
นอกจากนั้น การอ้างว่าเป็นเรือมุสลิมก็ช่วยให้รอดปลอดภัยได้เช่นกัน โดยมีอย่างน้อย 2 ลำ ส่งสัญญาณแสดงตัวว่ามีเจ้าของและลูกเรือเป็นชาวตุรกี หรือในวันที่สงครามเปิดฉาก มีเรือลำหนึ่งประกาศตนทันทีว่าเป็น "มุสลิม"
การปิดล้อมที่ทรงประสิทธิภาพของอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2565 ซึ่งอาลี วาเอซ ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) ชี้ว่า เป็นไปตามเป้าหมายของอิหร่าน ซึ่งต้องการให้การพุ่งทะยานของเบี้ยประกันภัยและราคาน้ำมันโลกสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯและชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย
อิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ปิดอย่างเป็นทางการ แต่นายอาลี ลาริจานี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเตือนอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ ( 9 มี.ค.) ว่า เส้นทางเดินเรือแห่งนี้จะไม่ปลอดภัยตราบใดที่สงครามยังดำเนินอยู่
อ้างอิงข้อมูล : เอเอฟพี


