ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้อิหร่านประกาศสั่งห้ามเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล และยุโรปเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติจีนชื่อ "เถี่ยเหนียงจื่อ" (Iron Maiden) ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้สำเร็จตามแนวชายฝั่งโอมาน
เรือเถี่ยเหนียงจื่อ อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท Cetus Maritime โดยนายหยาง ซินเทียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ ยังคงสงวนท่าทีและปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้ แต่ยืนยันว่าจะมีการแถลงข้อมูลอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนในภายหลัง
ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 สองบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง มาร์สก์ (Maersk) จากเดนมาร์ก และ ฮาแพค-ลอยด์ (Hapag-Lloyd) จากเยอรมนี ได้ประกาศระงับการให้บริการในเส้นทางหลักหลายเส้นทางที่เชื่อมต่อตะวันออกกลาง ยุโรป และตะวันออกไกล เนื่องจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นคุกคามความปลอดภัยในการเดินเรืออย่างหนัก
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือเตือนว่า การระงับเส้นทางครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ท่าเรือเกิดภาวะแออัดและระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านต้นทุนไปยังอุตสาหกรรมการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อในที่สุด
จากวิกฤตดังกล่าว ค่าธรรมเนียมประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Insurance) สำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น เรือบรรทุกน้ำมันมูลค่า 200-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000-10,500 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยจ่ายค่าประกันประมาณ 6.25 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22 ล้านบาท) ได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 263 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า
เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนรับประกันภัยต่อ (Reinsurance) มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7 แสนล้านบาท) ผ่านสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาพละเรือนระหว่างประเทศ (DFC) เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากการเดินเรือในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายหลักในการรักษาเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกนประเมินว่า งบประมาณดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากมูลค่าการทำประกันภัยที่จำเป็นในภูมิภาคนี้อาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.5 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ปัญหาหลักที่เจ้าของเรือกังวลไม่ใช่เพียงเรื่องค่าประกัน แต่คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ยังคงมีความเสี่ยงสูงในพื้นที่ขัดแย้ง
ที่มา: สำนักข่าวเหม่ยรื่อ จิงจี้ ซินเหวิน (National Business Daily)/ แฟ้มภาพเอเอฟพี


