โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ในบทความนี้ผู้เขียนขอเกาะกระแสสงคราม จากวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมาอิสราเอลและสหรัฐฯเริ่มเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดยในรายงานข่าวระบุว่าเป็นการโจมตีแบบ “ชิงโจมตีก่อน” (pre-emptive strike) กองทัพอิสราเอลยิงขีปนาวุธและส่งเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายในประเทศอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯยืนยันว่ามีการโจมตีร่วมและเรียกว่าเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ การโจมตีในครั้งนี้เกิดจากเหตุที่อิหร่านถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามในภูมิภาคจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ด้านอิหร่านก็โจมตีกลับทันที โดยได้ยิงขีปนาวุธไปยังเขตภาคเหนือของอิสราเอลและพื้นที่อื่นๆ และยังโจมตีประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐ ในครั้งนี้รัฐบาลอิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้แบบ “รุนแรง” และ “ล้างแค้น” กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่าอาจปฏิบัติการโต้ตอบจนกว่าจะบรรลุชัยชนะ
การที่อิหร่านกล้าปะทะท้าชนกับสหรัฐฯกับอิสราเอลขนาดนี้ ผู้เขียนมองว่า อิหร่านมีความมั่นใจในระดับหนึ่งจากการสนับสนุนอยู่เบื้องหลังของรัสเซีย, จีน และเหล่ารัฐอิสลามที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯอยู่เดิม อย่าลืมว่าอิหร่านถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯมายาวนานและที่ยังยืนหยัดรักษาเศรษฐกิจและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ได้เพราะได้รับการสนับสนุนด้านการค้าและเทคโนโลยีจากพันธมิตรเหล่านี้
มีสื่อจีนระบุว่า ความร่วมมือระหว่างจีนและอิหร่าน เป็นสายสัมพันธ์ที่มั่นคงและได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยมีการร่วมมือด้านพลังงานเป็นเสาหลัก ในปี 2024 จีนได้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 260 ล้านตัน คิดเป็น 45% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีนโดยอิหร่านเป็นหนึ่งในสามผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากตะวันออกกลางสู่จีน จีนยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 800,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 35% ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ความร่วมมือด้านพลังงานที่ใกล้ชิดนี้ไม่เพียงช่วยให้จีนมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและรับประกันความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อิหร่านสามารถรักษารายได้ของประเทศได้ภายใต้สถานการณ์การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ในด้านการลงทุนด้านพลังงาน บริษัทจีนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำมันในอิหร่าน เช่น โครงการกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ของอิหร่าน บริษัทน้ำมันแห่งชาติจีน (CNPC) ได้ทุ่มการลงทุนจำนวนมากในโครงการพลังงานของอิหร่าน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศไปแล้ว นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังใช้การชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นและการจัดตั้งธนาคารร่วมทุน เพื่อลดการพึ่งพาระบบชำระเงิน SWIFT ที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้ถูกใจจีนเพราะช่วยส่งเสริมการใช้เงินหยวนในระดับนานาชาติทั้งยังช่วยให้อิหร่านลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรทางการเงินของสหรัฐ
ด้านความร่วมมือด้านการค้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีพัฒนาแบบหลากหลาย ในปี 2024 มูลค่าการส่งออกจากตะวันออกกลางไปจีนอยู่ที่ 310,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 38% เป็นสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมัน ขณะที่จีนส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลางส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์พลังงานใหม่ และแผงโซลาร์เซลล์ การค้าระหว่างจีนและอิหร่านจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแบบดั้งเดิม แต่กำลังขยายไปสู่สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
นอกจากนี้จีนยังมีข้อตกลงความร่วมมือระยะยาว 25 ปีกับอิหร่าน ที่ลงนามในปี 2021 โดยจีนให้คำมั่นว่าจะลงทุน 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ซึ่งประกอบด้วยการก่อสร้างทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบินและโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โครงการสำคัญคือการปรับปรุงและติดตั้งระบบไฟฟ้าบนทางรถไฟตะวันออก–ตะวันตกของอิหร่าน ความยาวเกือบ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งบางส่วนจะสร้างเป็นรางคู่ เมื่อเสร็จสิ้นจะเพิ่มความสามารถในการขนส่งสินค้าเป็น 15 ล้านตันต่อปีพร้อมกับเสริมสร้างบทบาทของอิหร่านในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค นอกจกานี้จีนยังช่วยอิหร่านพัฒนาโครงการ “Digital Silk Road” เพื่อสร้างระบบการเงินและการชำระเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาตะวันตก เพิ่มความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของอิหร่าน
ผู้เขียนมองว่าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและอิหร่านเป็นที่น่าจับตา เช่น การสนับสนุนระบบนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) ให้แก่อิหร่าน การลงทุนภาคพลังงานใหม่และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจีนมีเป้าหมายช่วยอิหร่านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจีน เช่น ระบบเรดาร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศเชื่อมโยงกับระบบนำทางเป่ยโต่ว ตรงนี้ก็จะช่วยเพิ่มความแม่นยำของขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน สองฝ่ายยังหารือรูปแบบการค้าทางทหารแบบการชำระด้วยน้ำมัน + เงินหยวนด้วย
นอกจากนี้จีน รัสเซีย และอิหร่านจัดการซ้อมรบร่วมทางทะเล โดยมีโครงการ “Security Belt-2026” ในมหาสมุทรอินเดีย อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศยังไม่ได้เป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ แต่เทคโนโลยีด้านการทหารจีนก็ช่วยอิหร่านอยู่ไม่น้อย
จีนและสหรัฐฯเปิดฉากแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กันมาหลายปีโดยฝ่ายสหรัฐฯใช้มาตรการคว่ำบาตร มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ และวางกำลังทหารในภูมิภาค (จะเห็นได้ว่าในตะวันออกกลางมีฐานทัพของสหรัฐฯอยู่ในหลายประเทศและการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านในครั้งนี้ก็เลือกที่จะทำลายฐานทัพสหรัฐฯภายในภูมิภาคนี้) ทั้งนี้เพื่อขจัดอิทธิพลของอิหร่านและจีน
ในด้านยุทธศาสตร์ของจีน จีนเน้นการทูตพหุภาคีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และกลไกความร่วมมืออย่างกลุ่มบริกส์ (BRICS) และกลุ่มองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) เพื่อขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ BRICS เป็นกลุ่มความร่วมมือของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เดิมมี 5 ประเทศ ได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันได้ขยายสมาชิกเพิ่ม รวม อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, UAE, อียิปต์, เอธิโอเปีย ฯลฯ
ส่วนกลุ่มองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมุ่งความร่วมมือด้านความมั่นคงและการเมืองก่อตั้งโดยจีนและรัสเซียในปี 2001 สมาชิกหลัก ได้แก่ จีน, รัสเซีย, อินเดีย, ปากีสถาน, อิหร่าน (เข้าร่วมเต็มรูปแบบในปี 2023) เมื่ออิหร่านเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือเหล่านี้แล้วจะไม่ถูกโดดเดี่ยวทางการเมือง มีเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตก สามารถทำการค้าพลังงานโดยไม่ใช้ดอลลาร์ และได้รับการคุ้มครองทางการเมืองในระดับหนึ่ง
ในกรณีของสงครามระหว่างอิสราเอล+สหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้น ทางการจีนก็มีการออกมาประณามคู่หูอิสราเอล-สหรัฐฯ ที่รุกรานอธิปไตยอิหร่าน แม้สหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันทางทหาร ฝ่ายจีนไม่น่าจะเข้าแทรกแซงโดยตรงในด้านการทหาร แต่ก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ เพราะจีนมีผลประโยชน์โดยตรงต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลาง จึงมีแนวโน้มทำหน้าที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ และผลักดันการเจรจา เบื้องหน้าจีนอาจใช้บทบาททางการทูตเพื่อสนับสนุนการกลับมาเจรจากันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสร้างช่องทางการสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงการปะทะ จีนไม่น่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารโดยตรง (แต่ใต้ดินเราไม่รู้!)
เพราะเมื่อไม่นานมานี้ จีนได้มอบโมเดลเครื่องบินขับไล่ล่องหน (สเตลท์) J-20 เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงการสนับสนุนในช่วงของวันกองทัพอากาศอิหร่าน โดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของจีนประจำอิหร่านได้มอบโมเดลฯนี้ให้แก่ผู้บัญชาการกองทัพอากาศอิหร่าน พลจัตวา บาห์มาน เบห์มาร์เดห์ แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธจริง แต่ก็ได้ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า จีนในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของอิหร่าน จะไม่เพิกเฉยต่อสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
และตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และสื่อหลายแห่ง เปิดเผยก่อนหน้าว่าอิหร่านกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงกับจีนในการจัดซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือความเร็วเหนือเสียง CM-302 ซึ่งเป็นรุ่นส่งออกของขีปนาวุธ Yingji-12 ขีปนาวุธรุ่นนี้มีความเร็วประมาณ 3–3.5 มัค ระยะยิงราว 300 กม มีความสามารถบินต่ำความเร็วสูงเพื่อเจาะทะลวงระบบป้องกันขีปนาวุธ และสามารถยิงได้จากภาคพื้นดิน เรือรบ หรืออากาศยาน และหากมีการส่งมอบจริง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของอิหร่านอย่างมากในการควบคุมหรือปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งเพิ่มศักยภาพในการเผชิญหน้ากับกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ
ระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เมื่อปีที่แล้ว รัฐมนตรีกลาโหมแห่งอิหร่านได้นำคณะเยือนเมืองชิงเต่า และเข้าชมเรือรบหลักประจำการของกองทัพเรือจีน ได้แก่เรือพิฆาตติดขีปนาวุธชั้น 052D การปฏิสัมพันธ์ทางทหารระดับสูงในลักษณะนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังปูพื้นฐานสำหรับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเรือรบในอนาคต
ระบบนำทางดาวเทียมเป่ยโต่วของจีนในเวอร์ชันพลเรือนได้ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งของอิหร่าน ข้อมูลระบุว่าเกือบสามในสี่ของกองรถบรรทุกขนส่งสินค้าในอิหร่าน กำลังใช้ระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในการนำทางและบริหารจัดการเส้นทาง และในสถานการณ์สงครามสามารถแปรเปลี่ยนเป็นข้อได้เปรียบทางทหารได้ เช่น การจัดการกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างแม่นยำ การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และการนำทางระบบอากาศยานไร้คนขับ จึงถือเป็นรูปแบบของการสนับสนุนทางทหารเชิงนุ่ม (soft military support) และสะท้อนแนวโน้มที่ความร่วมมือจีน–อิหร่านกำลังพัฒนา จากการส่งออกยุทโธปกรณ์แบบฮาร์ดแวร์ ไปสู่การบูรณาการระบบและโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น
มีการวิเคราะห์ว่า จีนอาจให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Hongqi-9B (HQ-9B) โดยเฉพาะเทคโนโลยีตรวจจับเป้าหมายล่องหนและการต้านการรบกวนสัญญาณ เพื่อช่วยให้อิหร่านพัฒนาระบบบัญชาการและควบคุมการป้องกันภัยทางอากาศที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ความร่วมมือในลักษณะนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงป้องกัน ขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับขีดความสามารถของอิหร่านในการรับมือกับภัยคุกคามจากเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 ของสหรัฐฯและอิสราเอล
จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนอิหร่านของจีนตั้งต้นจากผลประโยชน์ด้านพลังงาน เศรษฐกิจและการขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และการขายอาวุธก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลประโยชน์รออยู่อย่างมหาศาล ดังนั้นการขยายพันธมิตรของจีนในภูมิภาคนี้จึงนับว่าสำคัญมาก
ผู้เขียนมองว่าสงครามรอบนี้ไม่น่าจะจบง่ายๆ เราก็ดูท่าทีจีนกันต่อไปว่าจะยกระดับจากการไกล่เกลี่ยเจรจาไปสู่เปิดหน้าชนเลยหรือไม่ แต่ถ้าจีนขยับ รัสเซีย เกาหลีเหนือก็อาจจะขยับด้วย หากเป็นเช่นนั้นสงครามโลกครั้งที่สามอาจจะมาในไม่ช้า.


