การประชุมสองสภา อันเป็นการประชุมทางการเมืองประจำปีที่สำคัญของจีนเปิดฉากขึ้นแล้วในกรุงปักกิ่ง โดยเป็นการประชุมคู่ขนานระหว่างการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันพุธ ( 4 มี.ค.) และการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 5 -12 มี.ค. 2569
ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียงจะแถลงรายงานผลการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และตั้งเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีในปี 2569 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่า จีนจะประกาศเป้าหมายการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.5 - 5 พร้อมทั้งอาจมีการปรับอัตราดอกเบี้ยตามสถานการณ์เงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน และการขาดดุลทางการคลัง
นอกจากนั้น นักสังเกตการณ์กำลังรอดูรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งจะมีการเปิดเผยในการประชุมครั้งนี้ด้วย หลังจากรัฐบาลได้เปิดเผยฉบับร่างไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยคาดกันว่า แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ( ระหว่างปีพ.ศ. 2569-2573 ) จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีและการพึ่งพาตนเอง
การประชุมครั้งนี้มีขึ้นในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซา โดยมีอัตราการว่างงานสูงในหมู่คนรุ่นหนุ่มสาว ราคาบ้านอ่อนตัว และการบริโภคภายในประเทศลดลง นอกจากนี้ยังเผชิญกับสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีนทั้งหมด
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จีนพบกับโจทย์ยากในการสร้างสมดุลให้ได้ระหว่างการตั้งเป้าหมายในส่งเสริมการผลิตด้านเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ พลังงานหมุนเวียน และปัญญาประดิษฐ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในภาวะที่ประชาชนจำนวนมากไม่อยากใช้จ่าย เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ในการประชุมสองสภาครั้งนี้ยังมีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับรายชื่อผู้แทนที่เข้าร่วม เนื่องจากขาดผู้แทนอย่างน้อย 19 คน ซึ่งเพิ่งถูกสภาประชาชนแห่งชาติสั่งขับจากการเป็นสมาชิกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากได้สั่งขับนายพลอาวุโส 2 คนเมื่อเดือนมกราคมโดยบุคคลเหล่านี้อยู่ในหมู่นายทหารกว่า 100 นายที่ถูกประธานาธิบดีสี จิ้นผิงปลดออกจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ รวมถึงการทุจริตและการละเมิดวินัยพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศ
ผู้สังเกตการณ์คาดว่าไม่น่าจะมีการประกาศปลดบุคลากรเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์ยังคงจับตาดูการเข้าร่วมการประชุมอย่างใกล้ชิดว่า จะขาดใครไปบ้าง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในกองทัพและองค์กรระดับสูงของจีนอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : เอพี/ อัลจาซีร่าห์


