โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
ในช่วงนี้มองไปทางไหนสื่อไทยจะมีการพูดถึงเรื่องของการรักษาสุขภาพเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพและยืนยาวกันบ่อยๆ จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ทำให้คนหันมารักษาสุขภาพเพื่อความแข็งแรง จุดประสงค์เพื่อการชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น ไม่มีโรคร้ายรุมเร้า ในแนวทางปฏิบัติของการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืน (Longevity) นั้นมีมากมาย คนที่มีเงินก็ทุ่มเงินกับเรื่องดูแลสุขภาพแบบขั้นสุดในทุกด้าน ชนชั้นกลางสามารถรักษาสุขภาพภายใต้แนวคิดการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนได้ไม่ยาก ภายใต้กฎการกินอาหาร การนอน การออกกำลัง ใช้ชีวิตที่ไม่ทำลายสุขภาพ หลายคนมองว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนเราจะใส่ใจและโอ้อวดกับเรื่องของการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนมากกว่าเงินทองของนอกกาย
ผู้เขียนสังเกตว่าคนจีนรุ่นใหม่ก็เริ่มให้ความสนใจกับเรื่องของการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนกันมากขึ้น เห็นได้จากคนจีนยุคใหม่ดื่มเหล้าขาวกันน้อยลง ชอบดื่มชาเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น ออกกำลังกายมันมากกว่าแต่ก่อน ธุรกิจฟิตเนส 24 ชั่วโมงในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นต้น และกระแสสังคมผู้สูงอายุที่ต้องการมีสุขภาพดีและอายุยืนก็มีมากขึ้น
ปัจจุบันคนจีนมีอายุเฉลี่ยเกิน 79 ปี แต่ประชากรสูงอายุประมาณ 35%–45% เผชิญปัญหาโรคเรื้อรัง ส่งผลให้ความต้องการเปลี่ยนจากการมีชีวิตยืนยาวไปสู่การมีสุขภาพดีให้นานที่สุด (Healthy Life Expectancy) แนวโน้มนี้ในจีนก็กำลังปรับโครงสร้างตลาดผู้บริโภคเช่นกัน โดยเป็นแรงช่วยผลักดันอุตสาหกรรมสุขภาพไปสู่เชิงป้องกัน + เฉพาะบุคคลและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น
ลักษณะสำคัญของแนวคิดเทรนด์การรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนในจีน คือแนวคิดจากรักษาโรคสู่การจัดการสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีในวัยชราเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการทำให้แนวคิดสุขภาพขยับจากการรักษาเมื่อป่วยไปสู่การป้องกันล่วงหน้า เช่น การชะลอวัยอย่างมีวิทยาศาสตร์รองรับอย่างการตรวจพันธุกรรมและบำบัดระดับเซลล์ ใช้อาหารเสริมให้ตรงกับที่ร่างกายต้องการจริงๆ(ตรวจเลือดแล้วขาดอะไรกินเสริมชดเชย) คนจีนวัยหนุ่มสาวเน้นการปรับเมตาบอลิซึม วัยกลางคนเน้นป้องกันโรคเรื้อรัง ส่วนวัยสูงอายุเน้นฟื้นฟูสมรรถภาพ ทำให้เกิดวงจร “ป้องกัน–แทรกแซง–ฟื้นฟู” คนจีนรุ่นใหม่กว่า 70% มีแนวโน้มที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางคลินิก เน้นความโปร่งใสของส่วนผสมและรู้ทันสินค้าที่โฆษณาสรรพคุณเกินจริง
ในจีนมีคำว่า Silver Economy (银发经济) แปลตรงตัวคือ เศรษฐกิจคนผมขาว ก็คือเศรษฐกิจกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี คาดว่าปี 2026 ในปีนี้ ประชากรจีนอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด ก่อให้เกิดตลาดการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนมูลค่าหลายล้านล้านหยวน ทั้งบริการทางการแพทย์ระดับพรีเมียมและตลาดแมสเติบโตควบคู่กัน, อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะและเครื่องมือแพทย์ในบ้านขยายตัว และการผสมผสานแพทย์แผนจีนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (การแพทย์แผนเดิมอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป)
รัฐบาลจีนเองก็ได้นำอุตสาหกรรมสุขภาพผลักดันเข้าสู่ยุทธศาสตร์สำคัญของชาติ เช่น สนับสนุนการบูรณาการ “การแพทย์–การดูแลผู้สูงอายุ–การท่องเที่ยว” พัฒนาโมเดลศูนย์สุขภาพชุมชนและระบบประกันสุขภาพเชิงพาณิชย์ที่เปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
มีรายงานที่น่าสนใจของ Manulife Asia Care Survey 2025 ที่เพิ่งเผยแพร่สะท้อนว่า มุมมองของผู้บริโภคจีนต่อการ “ใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมั่นคง” กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากการแสวงหาความยืนยาวของชีวิตไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลาย การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 9,034 คน จาก 9 ตลาดในเอเชีย โดยในจำนวนนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจากจีนแผ่นดินใหญ่ 1,000 คน เมื่อเผชิญกับประเด็นเรื่องความชรา ผู้ตอบแบบสอบถามจากจีนแผ่นดินใหญ่ชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากกว่าการยืดอายุขัย ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีเพียง 7% เท่านั้นที่มองว่าการมีอายุยืนยาวเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตวัยเกษียณ ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางการเงิน รวมถึงการใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีคุณค่ามากกว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามจากจีนแผ่นดินใหญ่มองเรื่องอายุยืนในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย (37%), สุขภาพจิต (32%) และสุขภาพทางการเงิน (31%) ถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าการมีชีวิตที่มีสุขภาพดีต้องทำและกินอาหารอะไรแต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ยังทำได้ยาก เหมือนกับผลสำรวจในรายงานนี้ที่พบว่ามีเพียง 38% ของคนจีนที่มีตรวจสุขภาพประจำปี และมีเพียง 37% ที่นอนหลับได้ตามเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ อีกทั้งมีเพียง 15%–25% ที่ไปโรงพยาบาลติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพทางวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ เช่น ตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายรอบด้าน เป็นต้น
นอกเหนือจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพทางการเงินก็ถูกมองว่าเป็นเสาหลักสำคัญของชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ประมาณ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากจีนแผ่นดินใหญ่เชื่อว่า สถานะทางการเงินมีผลอย่างมากต่อสุขภาพและอายุขัยของตนเอง (ผู้เขียนมองว่าประเทศไหนๆก็คิดเหมือนกัน) ทำให้คนจีนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักและเตรียมตัวการมีชีวิตยามชราอย่างมีคุณภาพเร็วกว่าคนรุ่นก่อนๆ
สำหรับประเทศไทย ด้วยทรัพยากรทางการแพทย์ นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพแห่งเอเชียตะวันออก อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่ว่าไทยเรามีเป้าหมายที่กำลังเปลี่ยนจากจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไปสู่ศูนย์กลางการรักษาสุขภาพ โดยปัจจุบันไทยมีจุดแข็งคือมีการให้วีซ่าเกษียณอายุ Non-Immigrant O-A มีสิทธิประโยชน์จาก BOI ด้านการลงทุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ ปัจจุบันต้นทุนการแพทย์ไทยต่ำกว่าตะวันตก 40–60% จึงทำให้ค่าบริการของสถานพยาบาลระดับพรีเมียม มีเพียง 1 ใน 3 ของฝั่งยุโรป–สหรัฐ ทำให้หลายประเทศพัฒนารวมถึงกลุ่มคนจีนที่มีเงินเข้ามารับบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย ผู้เขียนมีนักศึกษาจีนจะไปไทยเพื่อตรวจสุขภาพทุกๆปี เพราะที่ไทยหมอและพยาบาลบริการเป็นเลิศ อุปกรณ์ใหม่ โรงพยาบาลสะอาด เป็นต้น
อีกประการหนึ่งคือไทยกับการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยปัจจุบันรายได้ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยปี 2025 น่าจะทะลุ 6.7 แสนล้านบาทไปแล้ว แนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้นคือ จากท่องเที่ยวเชิงสปาสู่ฟื้นฟูสุขภาพเชิงระบบ มีการผสานเอไอเข้ากับการตรวจสุขภาพและประเมิน อีกทั้งการแพทย์ของไทยยังเชื่อมกับตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรหลายร้อยล้านคน
นอกจากนี้โอกาสด้านเทคโนโลยีสุขภาพของจีนกับไทยก็มีความเป็นไปได้อยู่มากเช่น เรื่องของการร่วมมือ สมุนไพรไทยจีน การทำวิจัยและผลิตร่วมกัน แต่ทั้งนี้ความท้าทายของไทยก็มีเช่นกัน ปัญหาที่โดดเด่น เช่น การขาดแคลนบุคลากรทั้งหมอและพยาบาล เทคนิคขั้นสูงยังต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ด้านการแข่งกันระหว่างประเทศก็ดุเดือด เพื่อนบ้านไทยอย่างสิงคโปร์และจีนเองก็พยายามจะขึ้นมาเป็น Medical Hub หรือศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคแข่งกับไทย
จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการดูแลสุขภาพของจีนกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพโลก ไทยเรามีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากสามารถยกระดับมาตรฐาน พัฒนาบุคลากร และสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนและประเทศพัฒนาอื่นๆที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเทรนด์การรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุยืนของคนจีนรุ่นใหม่กำลังถูกจุดติด
ในประเทศจีนเองพฤติกรรมของการบริโภคเชิงสุขภาพไม่ว่าจะเป็น อาหารบำรุง อาหารเสริม และอุปกรณ์กายภาพบำบัด มียอดขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อเดือนหลายแสนถึงล้านชิ้น โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลสุขภาพหลายแห่งในจีนก็เปิดบริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น เช่น การแช่เท้าสมุนไพร การครอบแก้ว การรมยา การนวดทุยหนาและคอร์สเรียนแพทย์แผนจีนแบบรวบรัดก็ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดจีนตรงนี้เป็นโอกาสของไทยที่จะดึงจุดเด่นและดึงดูดคนกลุ่มนี้มาเข้าคอร์สดูแลสุขภาพในไทย นอกเหนือจากแค่กลุ่มเกษียณสูงอายุ หรือแค่เข้ามาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว


