xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights : จีนกับเศรษฐกิจอั่งเปายุคใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อะลีเพย์แอปชำระเงินแจกอั่งเปาส่วนลดให้ลูกค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านแอป (ภาพจาก เวยปั๋ว)
โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ถึงช่วงตรุษจีนผู้เขียนอยากจะเกาะกระแสสักหน่อย หากพูดถึงตรุษจีนสำหรับคนไทยเชื้อสายจีนแล้วนับว่ามีความสำคัญอย่างมากเพราะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน ธรรมเนียมการปฏิบัติของคนจีนในอดีตคือการไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เทพเจ้าองค์ต่างๆ และเป็นวันนัดรวมญาติกินข้าวร่วมกัน

แต่สำหรับจีนยุคใหม่นี้ธรรมเนียมก็ได้เปลี่ยนไปบ้าง เช่น ไม่ค่อยมีการไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน(ส่วนใหญ่ไปไหว้กันวันสาร์ทจีน) แต่วันสุดท้ายของปีเก่าหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า 大年三十(ต้าเหนียนซานฉือ)ครอบครัวจะมารวมตัวกันกินข้าวฉลองขึ้นปีใหม่และนั่งดูการถ่ายทอดงานกาล่าฉลองตรุษจีนของสถานีโทรทัศน์กลาง ที่มีการแสดงมากมายและมีกิจกรรมออนไลน์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

แม้ธรรมเนียมปฏิบัติในวันตรุษจีนของจีนยุคเก่าและยุคใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย แต่ที่แทบไม่เปลี่ยนเลยคือการแจกเงินอั่งเปา (红包)ในวันตรุษจีน โดยส่วนใหญ่ผู้ใหญ่จะมอบอั่งเปาให้กับเด็กๆ ลูกที่ทำงานแล้วมอบอั่งเปาให้กับพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ แน่นอนว่าแต่ก่อนยังไม่เข้าสู่ยุคดิจิทัลการให้อั่งเปาก็จะใส่ซองให้เป็นเงินสด แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปเข้าสู่ยุคของอินเตอร์เน็ตและดิจิทัล การให้อั่งเปาในจีนก็มีการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินสดไปสู่การให้ทางออนไลน์

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากอั่งเปาเงินสดไปสู่อั่งเปาดิจิทัลคือ การเปิดตัว WeChat Red Packet บนแอปวีแชท (Wechat) ที่ในปี 2014 ได้พัฒนาจากฟังก์ชันอั่งเปาดิจิทัล จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ต่อมามีอิทธิพลต่อระบบนิเวศการเงินดิจิทัลเป็นอย่างมาก   WeChat Red Packet ได้เปลี่ยนอั่งเปาแบบดั้งเดิมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

รัฐบาลท้องถิ่นนครสือเจียจวง ปล่อยอั่งเปาดิจิทัลให้ประชาชนเอาไปจับจ่ายใช้สอย (ภาพจาก Bilibili)
ในช่วง 12 ปีของการพัฒนา WeChat Red Packet มีระบบเงินหมุนเวียนระดับแสนล้านหยวน ในปี 2015 วีแชทร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์กลางแห่งจีน (หรือ CCTV) จัดกิจกรรม เขย่ามือถือ (摇一摇) หน้าทีวีเพื่อชิงอั่งเปาในคืนส่งท้ายปีเก่า ทำให้ยอดการส่งและรับอั่งเปาดิจิทัลในวันเดียวทะลุ 1 พันล้านครั้ง ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเงินอั่งเปาผ่านมือถือ จนถึงคืนส่งท้ายปีเก่าในปี 2017 จำนวนการส่งและรับอั่งเปาดิจิทัลพุ่งสูงถึง 14,200 ล้านครั้ง ซึ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ การชิง อั่งเปาดิจิทัลบนวีแชท กลายเป็นกิจกรรมประจำตรุษจีนของคนทั้งประเทศจีนนับแต่นั้นมา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เส้นการเติบโตของอั่งเปาดิจิทัลในคืนส่งท้ายปีเก่าเริ่มชะลอตัว ปี 2024 ผู้ใช้ส่ง-รับอั่งเปาดิจิทัลจำนวน 5,080 ล้านครั้ง แม้ยังเป็นตัวเลขมากแต่ก็ลดลงจากปี 2017 สะท้อนว่าเติบโตจนเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ในช่วงตรุษจีนปี 2026 นี้จำนวนครั้งการส่ง-รับอั่งเปาดิจิทัลมากกว่า 4 พันล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าอั่งเปาจีนได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว

ในระยะแรกของการส่งอั่งเปาดิจิทัลส่วนใหญ่มีมูลค่าเพียงไม่กี่หยวน เน้นความสนุกแบบสุ่มให้แย่งกันในกลุ่มแชท ปัจจุบันรูปแบบมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากกดส่งอั่งเปาทั่วไปแล้วยังถูกใช้เป็นเครื่องมือการตลาดของแบรนด์ต่างๆ เช่น แบรนด์สินค้าสปอนเซอร์ออกแบบหน้าซองอั่งเปาเป็นแบรนด์ของตัวเองเพื่อทำการตลาด หรือแพลตฟอร์มต่างๆปล่อยอั่งเปาดิจิทัลเพื่อสมนาคุณแก่ลูกค้า

ในด้านของรัฐบาลจีนยังมีแจกอั่งเปาดิจิทัลแก่ประชาชนเพื่อใช้ในการซื้อของออนไลน์หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น ที่น่าสนใจคือในวันที่ 14 กุมภาพันธ์หรือวันวาเลนไทน์ วีแชทได้ปรับเพิ่มวงเงินจำกัดของอั่งเปาดิจิทัลจากปกติ 200 หยวน เป็น 520 หยวนเฉพาะวันวาเลนไทน์วันเดียวเท่านั้น เพราะในภาษาจีน “520”  มีเสียงอ่านพ้องกันคำที่สื่อความหมายว่า “ฉันรักเธอ”  ฟังชั่นพิเศษนี้ทำให้คู่รักจีนจำนวนมากมอบเงินให้กันผ่านวีแชท

ในมิติทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันอั่งเปาดิจิทัลได้ยกระดับจากเครื่องมือทางสังคมออนไลน์สู่การเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับล้านล้านหยวน ตามรายงาน China Digital Payment Development White Paper 2025 ระบุว่าในปี 2025 จำนวนธุรกรรมอั่งเปาดิจิทัลทั่วประเทศทะลุ 7,200 ล้านครั้ง และมีมูลค่ารวม 2.1 ล้านล้านหยวน คิดเป็น 1.4% ของธุรกรรมการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าจากปี 2016



นอกจากนี้ อั่งเปาดิจิทัลเพื่อการตลาดขององค์กร ของสวัสดิการภาครัฐ และอั่งเปาดิจิทัลเพื่อการกุศล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 42% จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น ในช่วงวัน “ช็อปแหลก 11.11” ในปี 2024 อั่งเปาคูปองช่วยกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.8 ล้านล้านหยวน และในช่วงตรุษจีนปี 2025 รัฐบาลท้องถิ่นร่วมกับแพลตฟอร์มต่างๆ แจกอั่งเปาดิจิทัลเพื่อการบริโภค มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านหยวน ส่งผลให้ยอดค้าปลีกออฟไลน์เพิ่มขึ้นถึง 12.3%  ปัจจุบันอั่งเปาดิจิทัลถูกนำไปใช้ในหลายด้าน ก่อให้เกิดระบบนิเวศแบบ “สังคม + การตลาด + การเงิน + บริการสาธารณะ”

ปัจจุบันด้วยแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ อั่งเปาดิจิทัลจีนจึงได้เริ่มเข้าสู่ยุคของเอไอ โดยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา แพลตฟอร์มเริ่มใช้ระบบวิเคราะห์ผู้ใช้งาน เพื่อแนะนำประเภทและจำนวนเงินอั่งเปาตามความชอบในการบริโภค ความสัมพันธ์ทางสังคม ตำแหน่งที่ตั้งและพฤติกรรมในอดีต เป็นต้น ในปี 2025 ระบบ “dynamic red-packet pool” ที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ถูกนำมาใช้โดยภาครัฐ โดยสามารถปรับขนาดและเงื่อนไขของอั่งเปาได้โดยอัตโนมัติตามข้อมูลเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ เช่น CPI ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชนยังถูกใช้เพื่อตรวจสอบเส้นทางของเงินบริจาคผ่านอั่งเปาดิจิทัล เช่น โครงการอั่งเปาแห่งความรักของ Hope Project ในปี 2024 สามารถระดมทุนได้มากกว่า 1.2 พันล้านหยวน โดยเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบบล็อกเชนทั้งหมด

อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าอั่งเปาดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจมหภาคของจีนไปแล้วและส่งผลต่อดัชนีสำคัญหลายประการ เช่น หนึ่ง. ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ในปี 2025 อั่งเปาดิจิทัลมีส่วนกระตุ้นยอดค้าปลีกคิดเป็น 8.7% ในขณะที่ปี 2016 อยู่ที่ 1.2% เท่านั้น สอง.กระตุ้นยอดค้าปลีกออนไลน์ ในปี 2025 คำสั่งซื้อออนไลน์ 34% เกิดจากการใช้อั่งเปาดิจิทัล สาม. ความคึกคักของระบบการชำระเงินมีมากขึ้น อัตราการใช้มือถือจ่ายเงินเพิ่มจาก 58% ในปี 2016 เป็น 96% ในปี 2026 สี่. คือกระตุ้นการจ้างงานในปี 2025 มีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอั่งเปามากกว่า 2.1 ล้านตำแหน่งและสร้างงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมกว่า 8 ล้านตำแหน่ง

กล่าวโดยสรุป ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจอั่งเปาของจีนได้เปลี่ยนจากการให้เงินอวยพรบนมือถือทั่วไปสู่จุดสำคัญในระบบเศรษฐกิจการเงิน ในอนาคตการประยุกต์ใช้ AI และบล็อกเชนจะมีมากขึ้น เศรษฐกิจอั่งเปาดิจิทัลจีนมีแนวโน้มจะกลายเป็นกลไกที่เชื่อมโยงสวัสดิการประชาชน พลังของตลาด และยุทธศาสตร์ระดับชาติมากขึ้น

ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลไทยเองก็น่าจะเรียนรู้ในด้านนี้จากจีน ที่ไม่ใช่แค่แจกเงินดิจิทัลคนละครึ่งเท่านั้น แต่ควรใช้ระบบบล็อกเชนและ AI เข้ามาวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจรอบด้านเพื่อให้ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิผลต่อเศรษฐกิจสูงสุด