xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights : ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ดันคนจีนเลือกเรียนในอาเซียนมากขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของจีนกับชาติตะวันตกทำให้คนจีนสนใจไปศึกษาต่อในประเทศอาเซียนกันมากขึ้น (ภาพจาก เวยปั๋ว)
โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนและประเทศตะวันตกสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่มากมาย ตั้งแต่ความร่วมมือด้านการลงทุน เศรษฐกิจ การค้า วัฒนธรรมและสังคม ในความบทความนี้ผู้เขียนอยากจะมาบอกเล่าสู่กันในประเด็นด้านการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาตึงเครียดอย่างต่อเนื่องมาหลายปี นโยบายของสหรัฐฯในด้านการรับนักศึกษาจีนมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ระหว่างช่วงปี 2020–2024 อัตราการปฏิเสธวีซ่านักศึกษาจีนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 23% โดยเฉพาะในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสูงถึง 35% การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ต่อเนื่องหลายปีส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเลือกประเทศไปศึกษาต่อของนักศึกษาจีน

ประเทศอื่นๆที่นักศึกษาจีนนิยมไปเรียนต่อ อย่างสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียก็มีแนวโน้มเข้มงวดในด้านการรับและออกวีซ่าให้กับนักศึกษาจีนยากยิ่งขึ้น สหราชอาณาจักรในปี 2023 มีอัตราการปฏิเสธวีซ่านักศึกษาจีนอยู่ที่ 18% เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2019 ส่วนออสเตรเลียได้ประกาศในปี 2022 ว่าจะใช้การตรวจสอบวีซ่าที่เข้มงวดยิ่งขึ้นกับผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจีนบางแห่ง ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่าถึงผลการสำรวจผู้สมัครไปศึกษาต่อต่างประเทศชาวจีนจำนวน 500 คน พบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์มีอิทธิพลต่อการเลือกประเทศปลายทางในการศึกษาต่อ โดยในจำนวนนี้ 42% จัดให้ “ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่จะไปกับจีน” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาฯ

นอกจากนี้รายงาน China Study Abroad Talent Development Report ที่มหาวิทยาลัยชิงหัวเผยแพร่ในปี 2023 ระบุว่า ในกลุ่มผู้สมัครที่มีแผนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก มีถึง 75% ที่ระบุว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จะเลือกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มั่นคงกับจีน
ในบรรดาประเทศต่างๆทั่วโลก กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านจีนอย่าง อาเซียน กลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักศึกษาจีนที่ต้องการออกไปเรียนต่อต่างประเทศ ประเด็นนี้มีสื่อจีนเสนอหัวข้อข่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เลิกเลือกสหรัฐฯ–ยุโรป นักศึกษาจีนแห่ไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! ค่าเล่าเรียนถูก ใกล้บ้าน แถมมีโอกาสเข้าทำงานในบริษัทจีนในท้องถิ่น รับเงินเดือนสูง” นอกเหนือจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังมีประเด็นเรื่องของค่าใช้จ่ายค่าเทอมด้วย เนื่องจากค่าเล่าเรียนในฝั่งสหรัฐฯและยุโรปนั้นแพงหูฉี่ ทำให้อาเซียนของเรากำลังก้าวขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ของนักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ QS 100 ในภูมิภาคนี้มีค่าเล่าเรียนเพียงประมาณหนึ่งในสามของยุโรปและสหรัฐฯ

โปสเตอร์เปิดรับนักศึกษาจีนระดับปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยไทยแห่งหนึ่ง (ภาพจาก เสี่ยวหงชู)
ขณะเดียวกันการขยายตัวของบริษัทจีนในอาเซียนได้สร้างตำแหน่งงานที่มีรายได้สูงจำนวนมาก โดยบัณฑิตที่จบการศึกษาในภูมิภาคนี้มีเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าการทำงานในประเทศจีนราว 40% อีกทั้งยังสามารถเข้าร่วม “หลักสูตรสองปริญญา/หลักสูตรร่วม” (ของมหาลัยอาเซียนที่ร่วมมือโปรแกรมหลักสูตรสองปริญญากับมหาวิทยาลัยตะวันตก) เมื่อใช้วิธีนี้นักศึกษาจีนที่เรียนในอาเซียนก็จะสามารถเรียนหลักสูตรที่ได้รับวุฒิการศึกษาจากสหราชอาณาจักรหรือสหรัฐฯได้ และในสายตานักศึกษาจีนแล้วอาเซียนจึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งโอกาสอื่นๆที่สามารถต่อยอดได้ เช่น การอยู่ทำงานหรือโอกาสทางธุรกิจในท้องถิ่น เป็นต้น

จากแนวโน้มที่บริษัทจีนออกไปลงทุนในอาเซียนมากขึ้น และเมื่อบริษัทจีนออกไปลงทุนบุคลากรจีนก็จำเป็นต้อง “ออกไปพร้อมกัน”เหมือนบริษัทลงทุนจากต่างชาติอื่นๆ ผู้บริหารระดับสูงมักจะเป็นคนชาติบริษัทต้นทาง ดังนั้นบริษัทจีนที่ตั้งสาขาในประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ผู้บริหารชาวจีน และต้องมีตำแหน่งบริหารหลายตำแหน่งด้วย เพราะโอกาสดังกล่าว ทำให้ตัวเลขของนักศึกษาจีนที่เลือกเข้ามาศึกษาในประเทศอาเซียนอาจจะมีมากกว่าที่ประเมินกันไว้

จากข้อมูลล่าสุดจากศูนย์บริการการศึกษานานาชาติของมาเลเซีย (Malaysia Education Global Services: EMGS) รายงานว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จำนวนใบสมัครจากนักศึกษาจีนที่จะศึกษาต่อในมาเลเซียเพิ่มขึ้นถึง 57.7% รวม 16,823 ใบ สถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งน่าทึ่ง เพราะจำนวนนักศึกษาจีนในไทยเพิ่มจาก 6,200 คนในปี 2016 เป็น 28,000 คนในปี 2024 เท่ากับว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติในจีนทุก 3 คน จะมีอย่างน้อย 1 คนมาจากจีน เบื้องหลังการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้หลักๆคือด้านความคุ้มค่า ค่าเทอมค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จับต้องได้จริง เช่น ที่มาเลเซีย มหาวิทยาลัยของรัฐมีค่าเล่าเรียนต่อปีประมาณ 20,000–40,000 หยวนหรือประมาณ 92,000-184,000 บาท และเมื่อรวมค่าครองชีพแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 80,000 หยวนหรือไม่เกิน 400,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของต้นทุนการไปเรียนต่อในสหราชอาณาจักร

อีกประเด็นคือหลายมหาวิทยาลัยในอาเซียนมีคุณภาพการศึกษาที่ดี เช่น ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ที่ติดอันดับ QS ranking ท็อป 10 ของโลกมาอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยางจากสิงคโปร์ในทุกปีอยู่ QS ranking ในอันดับ 30 มหาวิทยาลัยสิงคโปร์มีศักยภาพโดยรวมสูงสุด ถัดมาคือมาเลเซียเป็นประเทศอาเซียนที่มีจำนวนมหาวิทยาลัยติดอันดับ QS Top 500 มากที่สุด และได้รับความนิยมสูงในหมู่นักศึกษาจีน เช่นมหาวิทยาลัยมาลายา (University of Malaya: UM) ติดอันดับโลกท็อป100 อย่างมั่นคงและยังมี Universiti Putra Malaysia (UPM) และ Universiti Kebangsaan Malaysia (UKM) เป็นต้น สำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเองมีความโดดเด่นด้านแพทยศาสตร์วิศวกรรมและสังคมศาสตร์โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่โด่ดเด่นด้านแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นต้น สำหรับมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียเวียดนามและฟิลิปปินส์ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความร่วมมือกับจีนมากขึ้น


มีนักศึกษาจีนรายหนึ่งกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่ที่มาเลเซียเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมกำลังเรียนปริญญาเอกด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กัวลาลัมเปอร์ อุปกรณ์ในห้องแล็บแทบไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ แถมอาจารย์ที่ปรึกษายังทำงานเชื่อมตรงกับศูนย์วิจัยและพัฒนาของสำนักงานบริษัทจีนรายใหญ่คือ Huawei และ ByteDance ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จากคำพูดของนักศึกษาท่านนี้สะท้อนแนวโน้มได้อย่างหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดที่เชื่อมต่อการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมจีนโดยตรง

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเงินทุนจากจีนหลั่งไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% ในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทจีนที่ไทย บัณฑิตจีนที่สามารถใช้ภาษาจีน อังกฤษ และไทยได้สามภาษา อาจจะมีเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 15,000 หยวนหรือเกือบ 75,000 บาท รายได้ขนาดนี้ได้สูงกว่าตำแหน่งงานเดียวกันในจีนราว 40% ที่โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ในมาเลเซีย วิศวกรที่ใช้ได้สองภาษาสามารถมีรายได้ต่อเดือนเกิน 20,000 หยวน(มากกว่า 1 แสนบาท)ได้ไม่ยาก และส่วนใหญ่พนักงานคนจีนยังได้สวัสดิการคือที่พักฟรีอีกด้วย บริษัทจีนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องการบุคลากรที่เข้าใจทั้งวัฒนธรรมจีนและกติกาท้องถิ่น เช่น โครงการพลังงานสะอาดของจีนในอินโดนีเซีย จำเป็นต้องมีผู้ประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับสำนักงานใหญ่ในจีน หรือการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในเวียดนาม ก็ต้องการผู้ที่สามารถออกแบบกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คนจีนจำนวนมากสนใจไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมาลายา มหาวิทยาลัยชั้นนำของมาเลเซีย  (ภาพจาก เวยปั๋ว)
มีอินฟลูเอนเซอร์จีนออกมาให้ความเห็นถึงกระแสคนจีนที่เลือกไปเรียนต่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ยกเว้นสิงคโปร์) เพราะต้นทุนที่ถูกและเข้าถึงง่ายสำหรับครอบครัวที่ระดับรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท อีกทั้งจีนเองก็ยังมีค่านิยมออกไปเรียนต่อในต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทั้งในตลาดแรงงานและการสอบเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศจีน คนจีนจำนวนมากจึงเลือกไปศึกษาต่อในต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการจ้างงาน

“ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ของจีนก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นักศึกษาจีนเลือกมาอาเซียนมากขึ้น ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ดีระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน ได้เปิดโอกาสด้านการศึกษา การทำงาน และการประกอบธุรกิจให้แก่นักศึกษาจีน ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จะมีได้จัดสรรทุนการศึกษาจากภาครัฐ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้นักศึกษาจีนสามารถไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้โดยตรง ขณะเดียวกัน การขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน ยังส่งผลทางอ้อมให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะสองภาษาและหลายภาษาเพิ่มขึ้น หากนักศึกษาจีนสามารถเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม สังคม และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในประเทศเจ้าบ้านได้ ก็จะมีความได้เปรียบในอนาคตอย่างชัดเจน

การหลั่งไหลเข้ามาของนักศึกษาจีนได้นำมาซึ่งประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศปลายทางอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการแพทย์ การยกระดับทุนมนุษย์ รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน มหาวิทยาลัยในประเทศอาเซียนจึงจำเป็นต้องรักษาคุณภาพและชื่อเสียงทางการศึกษา เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดการศึกษานานาชาติ

นักศึกษาจีนในอาเซียนกลายเป็น “แหล่งรายได้” ที่สำคัญให้กับหลายมหาวิทยาลัย อย่างเช่นในไทยเรามีนักศึกษาจีนมากกว่า 30,000 คนในปี 2025 คิดเป็นประมาณ 53% ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในไทย มหาวิทยาลัยเกริกนำโด่งเรื่องจำนวนนักศึกษาจีน โดยมีนักศึกษาจีนเกือบกว่า 5,000 คนหรือคิดเป็นจำนวน 71% ของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย ยังมีมหาวิทยาลัยเอกชนไทยอีกหลายแห่งที่เปิดตลาดรับนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษามากขึ้น มหาวิทยาลัยรัฐไทยหลายแห่งก็ไม่น้อยหน้าเปิดโควตารับนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนมากขึ้นเช่นกัน ส่วนสาขาวิชายอดนิยมที่นักศึกษาจีนเลือกเรียนเช่น บริหารธุรกิจ / การจัดการธุรกิจ, การท่องเที่ยวและบริการ, ภาษาไทย / การสื่อสารและภาษา, ศิลปะและดนตรี / วิชาศิลปกรรม และวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาเทคนิคอื่น ๆ

กล่าวโดยรวม อาเซียนไม่เผชิญแรงกดดันจีนและตะวันตกโดยตรง ความเสี่ยงด้านนโยบายต่ำ มหาวิทยาลัยติด QS ระดับโลกหลายแห่ง ค่าใช้จ่ายแค่ราว 1/3 ของยุโรป–สหรัฐฯ เดินทางสะดวก ชุมชนจีนมีมากและขนาดใหญ่ บริษัทจีนขยายตัวในอาเซียนรวดเร็วมีความต้องการแรงงานเฉพาะมาก อาเซียนจึงเป็น “ทางเลือกเสี่ยงต่ำ คุ้มค่าและต่อยอดได้” ในยุคภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น