xs
xsm
sm
md
lg

"จาง โย่วสยา ตกม้า” แล้วกองทัพจีนจะออกรบอย่างไร? (ภาคต่อ)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สีจิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดี ประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง กำลังตรวจแถวทหารในพิธีฉลองครบรอบ 90 ปี ของวันก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ภาพวันที่ 30 ก.ค. 2017 (แฟ้มภาพซินหัว)
ในช่วงสามปีกว่านับจากคณะการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง ทางการจีนแถลงการณ์ปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าหลายระลอก ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมแห่งจีนแถลงการณ์แจ้งเรื่องเปิดสอบสวนสองบิ๊กทหารระดับแถวหน้า คือ พลเอก จาง โย่วสยา สมาชิกกรมการเมืองของพรรคฯ(โปลิตบูโร) ควบรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนทหาร และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ เจ้ากรมเสนาธิการร่วมแห่งคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ฐานละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง

หลังการแถลงเปิดการสอบสวนสองบิ๊กทหารล่าสุดนี้ทำให้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางซึ่งเป็นองค์กรที่กุมอำนาจตัดสินใจสูงสุดในด้านการทหารซึ่งมีสมาชิก 7 คน เหลือเพียงสองท่านคือ ประธานฯ สี จิ้นผิง และรองประธานฯจาง เซิงหมิน กระแสวิเคราะห์หลายสายจึงตั้งคำถามกันว่า แล้วกองทัพจีนจะสามารถไปรบอย่างไร?

และในสัปดาห์ถัดมา ดูเหมือนจีนโดยหนังสือพิมพ์กองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ เจี่ยฟ่างจวินเป้า (解放军报) ดูจะตอบสนองกระแสกังขาฯดังกล่าวโดยเผยแพร่บทบรรณาธิการหัวข้อเรื่องการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อจาง โย่วสยา และกลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริต (เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2026)

“ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง” ได้รับการอัดฉีดพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการทหารมีอำนาจจริง โดยสีจิ้นผิงไม่เพียงมีสิทธิอำนาจเสนอรายชื่อเจ้าหน้าที่ในกองทัพ ยังมีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและอำนาจในการลงนามให้มีผลบังคับใช้ (แฟ้มภาพซินหัว)
ขอหยิบยกประเด็นสาระสั้นๆดังต่อไปนี้...

ในบทบรรณาธิการของกองทัพจีนฉบับนี้ ระบุว่า “การสอบสวน จาง โย่วสยา หลิวเจิ้นลี่ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริตคอรัปชัน เป็นการปราบเสือร้ายและขจัดก้อนหินที่ขวางทางการพัฒนา รีดส่วนที่เป็นน้ำ (องค์ประกอบที่ไร้แก่นสาร,ว่างเปล่า,จอมปลอม) ออกไปจากเส้นทางการเสริมสร้างพลังการต่อสู้ เพื่อที่จะอัดฉีดพลังที่แข็งแกร่งเข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“กองทัพปลดแอกประชาชนจีนเป็นกองทัพภายใต้การนำที่เด็ดขาดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกำแพงเมืองจีนเหล็กของพรรคฯและของประเทศชาติ การนำกองทัพของสีจิ้นผิง และแนวคิดการสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งของสีจิ้นผิง เป็นหลักประกันการเมืองที่มั่นคง”

“กำลังพลในกองทัพต้องหล่อหลอมความจงรักภักดีทางการเมือง...”

สารัตถะของเนื้อหาในบทบรรณาธิการนี้โดยสรุปสั้นๆคือการขจัดคอรัปชันจะทำให้การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่งรุดหน้ายิ่งกว่าเดิมภายใต้การนำอย่างเด็ดขาดของพรรคฯ และแนวคิด-การชี้นำของสีจิ้นผิง

และย่อหน้าสุดท้าย คือ “ความจงรักภักดี”

สีจิ้นผิงเคยกล่าวถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีของเจ้าหน้าที่รัฐว่า “忠诚不绝对 绝对不忠诚” แปลว่า “ความซื่อสัตย์ภักดีที่ไม่ถึงเต็มถึงขีดสุด ก็คือความไม่ซื่อสัตย์ภักดี”

ถึงตอนนี้ อาจเห็นได้ว่า การสอยเหล่าบิ๊กทหารตกม้ากันระนาว ด้วยเหตุฐาน “ละเมิดวินัยร้ายแรง”นั้น มีสาระสำคัญแฝงอยู่ นั่นคือ “ความจงรักภักดี”

คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของจีน ขณะนี้ เหลือสมาชิกสองท่านคือ ประธานฯสีจิ้นผิง (บน) และรองประธาน จาง เซิงหมิน (คนซ้ายสุด) (แฟ้มภาพ เอเอฟพี)
“กระแสข่าวลือรัฐประหารในจีน กับความเป็นไปได้?”

กระแสปลดเหล่าบิ๊กทหารในกองทัพพญามังกรหนีไม่พ้นโรงสีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร สำหรับชาวจีนทั่วไปที่มีความเข้าใจโครงสร้างการปกครองของประเทศตัวเองดี จะบอกว่า “การรัฐประหารในจีนนั้นเป็นไปไม่ได้!”

เป็นที่ทราบกันดีทั่วไปว่าการรัฐประหารต้องอาศัย “ปืน” สำหรับประเทศจีน “กองทัพปลดแอกประชาชนจีนอยู่ภายใต้การชี้นำที่เด็ดขาดของพรรคคอมมิวนิสต์” หรือที่ชาวจีนเรียกขานเป็นวลีว่า “พรรคชี้นำปืน” (党指挥抢) “พรรคชี้นำปืน” ไม่ใช่แค่ระดับหลักการเท่านั้น หากเป็นโครงสร้างการปกครองของประเทศที่ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ยุคต่อสู้สงครามปฏิวัติจีนใหม่ โดยผู้นำเหมา เจ๋อตง กล่าวว่า “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน แต่พรรคต้องควบคุมปืน, พรรคต้องชี้นำ (ควบคุม)ปืน อย่าให้ปืนมาชี้นำ (ควบคุม) พรรคฯโดยเด็ดขาด”

มาถึงยุคของผู้นำสีจิ้นผิง ยังได้กระชับอำนาจควบคุมปืน โดยหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่สิบแปดในปี 2012 ซึ่งที่ประชุมฯได้รับรองสีจิ้นผิงเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคฯสมัยแรก และควบตำแหน่งประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง เรื่องแรกที่สีจิ้นผิงเคลื่อนไหวทันทีที่ขึ้นครองอำนาจสูงสุดคือ การปฏิรูปกองทัพ อันดับแรกคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ “ระบบความรับผิดชอบของประธานาธิบดีคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง”

แหล่งข่าวจีนรายหนึ่งชี้ว่า ก่อนหน้านี้ ในยุคการนำของหูจิ่นเทา การเลื่อนขั้นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในกองทัพ และเจ้าพนักงานในหน่วยงานต่างๆ จะคล้ายๆกันคือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-กองบัญชาการยุทธภูมิตลอดจนหัวหน้าหน่วย/กรมกองเป็นผู้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานของตน จากนั้นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้รับรองหรืออนุมัติการเลื่อนขั้นตำแหน่ง จากนั้นยื่นให้คณะกรรมาธิการทหารกลางรับรอง และ หู จิ่นเทาในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง เป็นผู้ลงนามรับรอง ซึ่งห่วงโซ่แบบนี้มีรูปรั่วหนึ่งคือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริตคอรัปชันจะคัดเลือกพวกพ้องที่คอรัปชันด้วยกัน หู จิ่นเทา มีอำนาจเซ็นอนุมัติในขั้นตอนสุดท้ายแบบเป็นพิธีการเท่านั้น

การที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีอำนาจในการคัดเลือกและเสนอการเลื่อนยศตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากเปิดช่องให้กับระบบพวกพ้องคอรัปชันแล้ว ยังทำให้เกิดสิ่งที่จีนเรียขานว่า 山头主义 หมายถึง “ลัทธิก๊วนอิทธิพล” หรือ “ฝักฝ่าย” ได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมา เจ๋อตง กำชับว่าต้องปราบให้สิ้นซากเช่นกัน

นักแสดงความเห็นจีนรายหนึ่งชี้ว่า การสอบสวน จาง โย่งสยา เท่ากับเป็นการขจัด “ก๊วนอิทธิพล” ที่มีอยู่เพียงหนึ่งก๊วนในกองทัพจีน

ขบวนพาเหรดแสดงแสนยานุภาพกองทัพจีนในพิธีฉลองครอบ 80 ปี ที่ประชาชนจีนชนะสงครามต่อต้านญี่่ปุ่น (แฟ้มภาพซินหัว)
“ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง” ผนึกอำนาจเด็ดขาดเหนือกองทัพของ สีจิ้นผิง

ในแถลงการณ์สอบสวนจาง โย่วสยา และหลิว เจิ้นลี่ ได้แจกแจงข้อกล่าวหาฐานละเมิดวินัยร้ายแรง ซึ่งก็หมายถึงคอรัปชัน ทว่า มีถ้อยคำที่รุนแรงกว่าแถลงการณ์ปลดบิ๊กทหารรอบที่ผ่านๆมาคือ “เหยียบย่ำ-บ่อนทำลายระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง”

หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯชุดที่ 18 ในเดือนพ.ย.2012 “ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง” ได้รับการอัดฉีดพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการทหารมีอำนาจจริง โดยสีจิ้นผิงไม่เพียงมีสิทธิอำนาจเสนอรายชื่อเจ้าหน้าที่ในกองทัพ ยังมีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและอำนาจในการลงนามให้มีผลบังคับใช้ สามารถแต่งตั้งและปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงโดยตรง อีกทั้งสามารถสั่งการผู้บัญชาการทหาร กองบัญชาการยุทธภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น

ส่วนผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพและกองบัญชาการยุทธภูมิ ถูกหั่นและริบสิทธิอำนาจเหลือเพียงการเสนอความคิดเห็น โดยไม่มีสิทธิอำนาจการตัดสินใจและสิทธิอำนาจเกี่ยวกับบุคลากรใดๆ

ต่อมาในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 19 ที่จัดฯในเดือน ต.ค. ปี 2017 ที่ประชุมได้รับรอง “ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง” บัญญัติไว้ใน “ธรรมนูญของพรรคฯ” อย่างชัดเจน

คณะกรรมาธิการทหารกลางกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจและองค์กรนำบังคับบัญชาทุกเหล่าทัพโดยบริบูรณ์

ด้านผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และกองทัพจรวด มีความรับผิดชอบเพียงการรับสมัครทหาร ฝึกฝนและดูแลทหาร

ดังนั้น โครงสร้างการปกครองประเทศด้วย “พรรคชี้นำปืน” หรือกล่าวอีกแบบคือ คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางเป็นผู้ชี้นำกองทัพทั้งหมด พูดแบบตรงๆคือ สีจิ้นผิงสามารรถควบคุมกองทัพทั้งหมด ยิ่งแข็งแกร่งดั่งหินผา


กลับมาที่เรื่องบิ๊กทหารแดนมังกรจะลากปืนออกทำรัฐประหารได้ไหม...ด้วยโครงสร้าง “พรรคชี้นำปืน” ความเป็นไปได้ดูจะเป็นศูนย์ ซึ่งอาจไม่พอ ต้องมีหลักประกันอีกสิ่ง... ในกองทีพจีน ปืนกับกระสุนจะไม่อยู่ที่เดียวกันโดยเด็ดขาด พวกที่คุมปืนกับพวกที่คุมกระสุนเป็นคนละพวกกัน...

และกองทัพจีนก็จะไปรบด้วยการชี้นำของพรรคฯเช่นเดิม แม้ไร้เหล่าบิ๊กทหารผู้อาวุโสผู้ผ่านการต่อสู้ในสนามรบดังในยุคสงครามเวียดนาม หากแต่กองทัพจีน ณ วันนี้ ก็ได้พัฒนาความทันสมัยไปหลายขุม

ทำไมพรรคฯ (สีจิ้นผิง)ต้องคุมอำนาจเหนือกองทัพให้อยู่หมัดขนาดนี้ แหล่งข่าวจีนรายหนึ่งชี้ว่า เพราะจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันภายนอกอย่างหนักหน่วง หากไม่มีการปฏิรูปกองทัพ จีนจะเสี่ยงอันตรายถึงขั้นพรรคฯและประเทศชาติล่มสลายเลยทีเดียว ศัตรูของกองทัพจีนมีสองด้านคือ หนึ่งคือกองทัพสหรัฐฯ และสองคือการรวมชาติไต้หวัน ดังที่ทราบกันดีกองทัพสหรัฐฯแข็งแกร่งมาก ขณะที่กำหนดเวลาในการนำไต้หวันกลับมารวมชาติก็งวดเข้ามาทุกวัน การรวมชาติไต้หวันคือภารกิจยิ่งใหญ่อย่างเดียวที่ผู้นำเหมาเจ๋อตงยังทำไม่ได้ ทว่า อนุชนอย่างสีจิ้นผิงลั่นว่าจะต้องทำให้สำเร็จ.


กำลังโหลดความคิดเห็น