ในช่วงสามปีกว่านับจากคณะการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง ทางการจีนแถลงการณ์ปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าหลายระลอก ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมแห่งจีนแถลงการณ์แจ้งเรื่องเปิดสอบสวนสองบิ๊กทหารระดับแถวหน้า คือ พลเอก จาง โย่วสยา สมาชิกกรมการเมืองของพรรคฯ(โปลิตบูโร) ควบรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนทหาร และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ เจ้ากรมเสนาธิการร่วมแห่งคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ฐานละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง
หลังการแถลงเปิดการสอบสวนสองบิ๊กทหารล่าสุดนี้ทำให้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางซึ่งเป็นองค์กรที่กุมอำนาจตัดสินใจสูงสุดในด้านการทหารซึ่งมีสมาชิก 7 คน เหลือเพียงสองท่านคือ ประธานฯ สี จิ้นผิง และรองประธานฯจาง เซิงหมิน กระแสวิเคราะห์หลายสายจึงตั้งคำถามกันว่า แล้วกองทัพจีนจะสามารถไปรบอย่างไร?
และในสัปดาห์ถัดมา ดูเหมือนจีนโดยหนังสือพิมพ์กองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ เจี่ยฟ่างจวินเป้า (解放军报) ดูจะตอบสนองกระแสกังขาฯดังกล่าวโดยเผยแพร่บทบรรณาธิการหัวข้อเรื่องการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อจาง โย่วสยา และกลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริต (เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2026)
ขอหยิบยกประเด็นสาระสั้นๆดังต่อไปนี้...
ในบทบรรณาธิการของกองทัพจีนฉบับนี้ ระบุว่า “การสอบสวน จาง โย่วสยา หลิวเจิ้นลี่ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริตคอรัปชัน เป็นการปราบเสือร้ายและขจัดก้อนหินที่ขวางทางการพัฒนา รีดส่วนที่เป็นน้ำ (องค์ประกอบที่ไร้แก่นสาร,ว่างเปล่า,จอมปลอม) ออกไปจากเส้นทางการเสริมสร้างพลังการต่อสู้ เพื่อที่จะอัดฉีดพลังที่แข็งแกร่งเข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“กองทัพปลดแอกประชาชนจีนเป็นกองทัพภายใต้การนำที่เด็ดขาดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นกำแพงเมืองจีนเหล็กของพรรคฯและของประเทศชาติ การนำกองทัพของสีจิ้นผิง และแนวคิดการสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งของสีจิ้นผิง เป็นหลักประกันการเมืองที่มั่นคง”
“กำลังพลในกองทัพต้องหล่อหลอมความจงรักภักดีทางการเมือง...”
สารัตถะของเนื้อหาในบทบรรณาธิการนี้โดยสรุปสั้นๆคือการขจัดคอรัปชันจะทำให้การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่งรุดหน้ายิ่งกว่าเดิมภายใต้การนำอย่างเด็ดขาดของพรรคฯ และแนวคิด-การชี้นำของสีจิ้นผิง
และย่อหน้าสุดท้าย คือ “ความจงรักภักดี”
สีจิ้นผิงเคยกล่าวถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีของเจ้าหน้าที่รัฐว่า “忠诚不绝对 绝对不忠诚” แปลว่า “ความซื่อสัตย์ภักดีที่ไม่ถึงเต็มถึงขีดสุด ก็คือความไม่ซื่อสัตย์ภักดี”
ถึงตอนนี้ อาจเห็นได้ว่า การสอยเหล่าบิ๊กทหารตกม้ากันระนาว ด้วยเหตุฐาน “ละเมิดวินัยร้ายแรง”นั้น มีสาระสำคัญแฝงอยู่ นั่นคือ “ความจงรักภักดี”
“กระแสข่าวลือรัฐประหารในจีน กับความเป็นไปได้?”
กระแสปลดเหล่าบิ๊กทหารในกองทัพพญามังกรหนีไม่พ้นโรงสีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร สำหรับชาวจีนทั่วไปที่มีความเข้าใจโครงสร้างการปกครองของประเทศตัวเองดี จะบอกว่า “การรัฐประหารในจีนนั้นเป็นไปไม่ได้!”
เป็นที่ทราบกันดีทั่วไปว่าการรัฐประหารต้องอาศัย “ปืน” สำหรับประเทศจีน “กองทัพปลดแอกประชาชนจีนอยู่ภายใต้การชี้นำที่เด็ดขาดของพรรคคอมมิวนิสต์” หรือที่ชาวจีนเรียกขานเป็นวลีว่า “พรรคชี้นำปืน” (党指挥抢) “พรรคชี้นำปืน” ไม่ใช่แค่ระดับหลักการเท่านั้น หากเป็นโครงสร้างการปกครองของประเทศที่ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ยุคต่อสู้สงครามปฏิวัติจีนใหม่ โดยผู้นำเหมา เจ๋อตง กล่าวว่า “อำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน แต่พรรคต้องควบคุมปืน, พรรคต้องชี้นำ (ควบคุม)ปืน อย่าให้ปืนมาชี้นำ (ควบคุม) พรรคฯโดยเด็ดขาด”
มาถึงยุคของผู้นำสีจิ้นผิง ยังได้กระชับอำนาจควบคุมปืน โดยหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่สิบแปดในปี 2012 ซึ่งที่ประชุมฯได้รับรองสีจิ้นผิงเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคฯสมัยแรก และควบตำแหน่งประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง เรื่องแรกที่สีจิ้นผิงเคลื่อนไหวทันทีที่ขึ้นครองอำนาจสูงสุดคือ การปฏิรูปกองทัพ อันดับแรกคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ “ระบบความรับผิดชอบของประธานาธิบดีคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง”
แหล่งข่าวจีนรายหนึ่งชี้ว่า ก่อนหน้านี้ ในยุคการนำของหูจิ่นเทา การเลื่อนขั้นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในกองทัพ และเจ้าพนักงานในหน่วยงานต่างๆ จะคล้ายๆกันคือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-กองบัญชาการยุทธภูมิตลอดจนหัวหน้าหน่วย/กรมกองเป็นผู้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานของตน จากนั้นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้รับรองหรืออนุมัติการเลื่อนขั้นตำแหน่ง จากนั้นยื่นให้คณะกรรมาธิการทหารกลางรับรอง และ หู จิ่นเทาในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง เป็นผู้ลงนามรับรอง ซึ่งห่วงโซ่แบบนี้มีรูปรั่วหนึ่งคือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ทุจริตคอรัปชันจะคัดเลือกพวกพ้องที่คอรัปชันด้วยกัน หู จิ่นเทา มีอำนาจเซ็นอนุมัติในขั้นตอนสุดท้ายแบบเป็นพิธีการเท่านั้น
การที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีอำนาจในการคัดเลือกและเสนอการเลื่อนยศตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากเปิดช่องให้กับระบบพวกพ้องคอรัปชันแล้ว ยังทำให้เกิดสิ่งที่จีนเรียขานว่า 山头主义 หมายถึง “ลัทธิก๊วนอิทธิพล” หรือ “ฝักฝ่าย” ได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมา เจ๋อตง กำชับว่าต้องปราบให้สิ้นซากเช่นกัน
นักแสดงความเห็นจีนรายหนึ่งชี้ว่า การสอบสวน จาง โย่งสยา เท่ากับเป็นการขจัด “ก๊วนอิทธิพล” ที่มีอยู่เพียงหนึ่งก๊วนในกองทัพจีน
“ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง” ผนึกอำนาจเด็ดขาดเหนือกองทัพของ สีจิ้นผิง
ในแถลงการณ์สอบสวนจาง โย่วสยา และหลิว เจิ้นลี่ ได้แจกแจงข้อกล่าวหาฐานละเมิดวินัยร้ายแรง ซึ่งก็หมายถึงคอรัปชัน ทว่า มีถ้อยคำที่รุนแรงกว่าแถลงการณ์ปลดบิ๊กทหารรอบที่ผ่านๆมาคือ “เหยียบย่ำ-บ่อนทำลายระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง”
หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯชุดที่ 18 ในเดือนพ.ย.2012 “ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง” ได้รับการอัดฉีดพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง ทำให้ประธานคณะกรรมาธิการทหารมีอำนาจจริง โดยสีจิ้นผิงไม่เพียงมีสิทธิอำนาจเสนอรายชื่อเจ้าหน้าที่ในกองทัพ ยังมีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและอำนาจในการลงนามให้มีผลบังคับใช้ สามารถแต่งตั้งและปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงโดยตรง อีกทั้งสามารถสั่งการผู้บัญชาการทหาร กองบัญชาการยุทธภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น
ส่วนผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพและกองบัญชาการยุทธภูมิ ถูกหั่นและริบสิทธิอำนาจเหลือเพียงการเสนอความคิดเห็น โดยไม่มีสิทธิอำนาจการตัดสินใจและสิทธิอำนาจเกี่ยวกับบุคลากรใดๆ
ต่อมาในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 19 ที่จัดฯในเดือน ต.ค. ปี 2017 ที่ประชุมได้รับรอง “ระบบความรับผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง” บัญญัติไว้ใน “ธรรมนูญของพรรคฯ” อย่างชัดเจน
คณะกรรมาธิการทหารกลางกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจและองค์กรนำบังคับบัญชาทุกเหล่าทัพโดยบริบูรณ์
ด้านผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ และกองทัพจรวด มีความรับผิดชอบเพียงการรับสมัครทหาร ฝึกฝนและดูแลทหาร
ดังนั้น โครงสร้างการปกครองประเทศด้วย “พรรคชี้นำปืน” หรือกล่าวอีกแบบคือ คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางเป็นผู้ชี้นำกองทัพทั้งหมด พูดแบบตรงๆคือ สีจิ้นผิงสามารรถควบคุมกองทัพทั้งหมด ยิ่งแข็งแกร่งดั่งหินผา
กลับมาที่เรื่องบิ๊กทหารแดนมังกรจะลากปืนออกทำรัฐประหารได้ไหม...ด้วยโครงสร้าง “พรรคชี้นำปืน” ความเป็นไปได้ดูจะเป็นศูนย์ ซึ่งอาจไม่พอ ต้องมีหลักประกันอีกสิ่ง... ในกองทีพจีน ปืนกับกระสุนจะไม่อยู่ที่เดียวกันโดยเด็ดขาด พวกที่คุมปืนกับพวกที่คุมกระสุนเป็นคนละพวกกัน...
และกองทัพจีนก็จะไปรบด้วยการชี้นำของพรรคฯเช่นเดิม แม้ไร้เหล่าบิ๊กทหารผู้อาวุโสผู้ผ่านการต่อสู้ในสนามรบดังในยุคสงครามเวียดนาม หากแต่กองทัพจีน ณ วันนี้ ก็ได้พัฒนาความทันสมัยไปหลายขุม
ทำไมพรรคฯ (สีจิ้นผิง)ต้องคุมอำนาจเหนือกองทัพให้อยู่หมัดขนาดนี้ แหล่งข่าวจีนรายหนึ่งชี้ว่า เพราะจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันภายนอกอย่างหนักหน่วง หากไม่มีการปฏิรูปกองทัพ จีนจะเสี่ยงอันตรายถึงขั้นพรรคฯและประเทศชาติล่มสลายเลยทีเดียว ศัตรูของกองทัพจีนมีสองด้านคือ หนึ่งคือกองทัพสหรัฐฯ และสองคือการรวมชาติไต้หวัน ดังที่ทราบกันดีกองทัพสหรัฐฯแข็งแกร่งมาก ขณะที่กำหนดเวลาในการนำไต้หวันกลับมารวมชาติก็งวดเข้ามาทุกวัน การรวมชาติไต้หวันคือภารกิจยิ่งใหญ่อย่างเดียวที่ผู้นำเหมาเจ๋อตงยังทำไม่ได้ ทว่า อนุชนอย่างสีจิ้นผิงลั่นว่าจะต้องทำให้สำเร็จ.


