โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล
“เศรษฐกิจแห่งความเหงา” หรือในประเทศจีนมักเรียกว่า “เศรษฐกิจความโดดเดี่ยว” (孤独经济) หมายถึงรูปแบบการบริโภคที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในบ้านคนเดียว กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนโสด กลุ่มคนทำงานไกลบ้าน เป็นต้น คนกลุ่มนี้มีความเหงาและมีความต้องการในด้านการเยียวยาทางอารมณ์ อย่างเช่นการมีเพื่อนหรือสิ่งทดแทนความเป็นเพื่อน และความพึงพอใจ
ผู้บริโภคมักให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของตนเองมากกว่าและยินดีจ่ายในราคาที่สูงเพื่อคุณค่าทางอารมณ์ เช่น การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง การใช้บริการเพื่อนเสมือนหรือการซื้อสินค้าที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้ร้านอาหารหรือสินค้าในชีวิตประจำวันจะมีการออกแบบและบริการเจาะกลุ่มคนนี้มากขึ้น หม้อหุงข้าวขนาดเล็กที่สำหรับหุงกินคนเดียว หรือร้านอาหารที่จัดที่นั่งเดี่ยวเป็นมุมส่วนตัวเหมาะกับการนั่งทานคนเดียว เป็นต้น
เทคโนโลยีเสริมสร้างประสบการณ์ อุปกรณ์อัจฉริยะประเภทต่างๆ และแพลตฟอร์มโซเชียลเสมือนที่ใช้อัลกอริทึมในการจับคู่ความสนใจ เพื่อจำลองปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ทั้งหมดทั้งมวลกำลังเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญในจีน เพราะสามารถช่วยชดเชยด้านจิตใจของกลุ่มที่มีความรู้สึกโดดเดี่ยวได้
ในมุมของสังคมผู้สูงอายุจีนเอง มีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น กระตุ้นความต้องการการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับผู้สูงวัย เช่น อุปกรณ์อัจฉริยะป้องกันการหกล้ม รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลอย่างแอป “ถังโต้ว” (糖豆) ชื่อที่แปลว่า “ถั่วหวาน” ซึ่งเป็นแอปจีนที่รวมคลิปเต้น ฟิตเนส และโซเชียลชุมชนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ) ที่สามารถตอบโจทย์การบริโภคเชิงอารมณ์ได้
จีนกำลังประสบปัญหาความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรคล้ายๆกับหลายประเทศ อัตราการตายมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราการเกิด ปัจจุบันจำนวนประชากรจีนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังเพิ่มขึ้นเกิน 125 ล้านคนทั่วประเทศ ขนาดครอบครัวเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.62 คนต่อครัวเรือน สายสัมพันธ์ทางสังคมแบบดั้งเดิมเปลี่ยนไปจากสังคมครอบครัวใหญ่พึ่งพาอาศัยกันกลายเป็นครอบครัวขนาดเล็ก การไปมาระหว่างญาติพี่น้องน้อยลงจนกลายเป็นคนแปลกหน้า ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากขึ้นหันไปพึ่งพาการบริโภคเพื่อแสวงหาสิ่งที่จะชดเชยด้านจิตใจหรือแทนสิ่งที่ขาดมากขึ้น
ด้วยคนรุ่นใหม่จีนให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของตนเองเป็นอันดับแรก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการบริโภคเชิงประโยชน์ใช้สอยไปสู่การเสพประสบการณ์ทางอารมณ์ เช่น การรับชมละครสั้นหรือการสะสมของเล่นแฟชั่นต่างๆ ( เช่น การสะสมตุ๊กตา ป๊อปมาร์ท เป็นต้น) เพื่อสร้างความสุขและความพึงพอใจในทันที
ภายใต้โครงสร้างสังคมจีนที่เปลี่ยนไป กลุ่มคนที่พักอาศัยในบ้านคนเดียวหรือคนโสดที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวขยายตัวขึ้นทุกวัน ทัศนคติและความต้องการด้านการบริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปตาม ในช่วงต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา มีแอปพลิเคชันหนึ่งที่จู่ๆได้รับความนิยมกลายเป็นไวรัลในจีนขึ้น แอปฯดังกล่าวมีชื่อว่า “死了么” อ่านว่า “สื่อเลอมะ” แปลตรงตัวได้ว่า “ตายหรือยัง” (Are you dead?)
แอป “ตายหรือยัง” นี้พัฒนาโดยนักพัฒนารุ่นใหม่อายุประมาณ 30 ปี ใช้ต้นทุนสร้างแอปฯนี้เพียง 1,500 หยวนหรือประมาณไม่ถึง 7,500 บาท หลังจากแอปฯนี้เปิดตัวใน App store เพียงแต่เดือนเดียว ก็สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ต App Store ได้อย่างรวดเร็ว มูลค่าประเมินของแอปฯนี้จากหลักพันหยวนพุ่งขึ้นสู่ระดับหลักสิบล้านหยวน!
ฟังก์ชันหลักของแอปมีเพียงหนึ่งเดียว คือ ผู้ใช้ต้องเช็กอินในระบบทุกวัน หากไม่มีการเช็กอินติดต่อกันสองวัน ระบบจะส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า ถึงแม้จะเป็นการออกแบบการใช้แอปที่เรียบง่าย แต่กลับจุดชนวนการถกเถียงในสังคมจีนอย่างกว้างขวาง ในประเด็นความปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัยเพียงลำพัง หรือความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ไปจนถึงปัญหาสุขภาพจิตของคนจีนในปัจจุบัน
ความสำเร็จของแอปฯ “ตายหรือยัง” มิใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของหลายปัจจัยผสมผสานกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัย กระแสการอยู่อาศัยลำพังในสังคมจีน
แก่นของการออกแบบแอปฯ “ตายหรือยัง” คือการจับความต้องการด้านความปลอดภัยของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังได้อย่างตรงจุด ผู้ใช้เพียงกรอกชื่อและอีเมลของผู้ติดต่อฉุกเฉิน พร้อมเช็กอินทุกวัน หากขาดการติดต่อ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนโดยอัตโนมัติ กลไกนี้สามารถตอบโจทย์ความกังวลพื้นฐานที่สุดของการอยู่อาศัยลำพัง ได้แก่ กรณีเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรืออุบัติเหตุที่ทำให้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง
จากข้อมูลพบว่าประชากรที่อยู่อาศัยลำพังในจีน เป็นกลุ่มวัยทำงานอายุ 20–50 ปี และกลุ่มผู้สุงอายุ สำหรับกลุ่มวัยทำงานมักเผชิญแรงกดดันจากงาน วงสังคมจำกัด และการพึ่งพาครอบครัวที่ลดลง ดังนั้นหากมองในมุมนี้แอปฯ “ตายหรือยัง” แปลงความต้องการด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงพฤติกรรมง่ายๆ คือการเช็กอินเข้าแอปฯทุกๆวัน ทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีซับซ้อน
ท่ามกลางยุคที่ประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูลถูกจับตามอง แอปฯ “ตายหรือยัง” เลือกแนวทางที่เรียบง่าย โดยแอปไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตำแหน่ง ไม่ติดตามพฤติกรรมและไม่ใช้กล้องหรือไมโครโฟน แตกต่างจากการเข้าถึงจากแอปฯอื่นและยังเป็นส่วนตัวมากกว่าการติดกล้อง ไม่สร้างความรู้สึกถูกเฝ้าระวัง จึงเหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี จากการที่หลายคนกังวลข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น
การใช้งานง่ายๆไม่ซับซ้อนแบบนี้ทำให้แอปฯ “ตายหรือยัง” กลายเป็นจุดแข็งในการสร้างความไว้วางใจจากผู้ใช้ได้กลุ่มหนึ่ง ผู้เขียนเองเคยสอบถามเพื่อนรอบตัวยังไม่มีคนที่ทดลองโหลดมาใช้แต่มีแนวโน้มว่าจะให้ผู้สูงอายุที่บ้านใช้แอปฯนี้เพื่อติดตามการเช็คอินรายวัน ซึ่งตอบโจทย์คนวัยทำงานที่พ่อแม่ปู่ยาตายาย ผู้สูงอายุอยู่ไกลบ้านและอาศัยอยู่คนเดียว ค่าบริการของแอปฯตั้งราคาซื้อขาดที่ 8 หยวนหรือไม่ถึง 40 บาท ทำให้ผู้ใช้บางคนมองแอปฯนี้ในฐานะการลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยง มากกว่าการบริโภคทั่วไป
การตั้งชื่อแอปที่ตรงไปตรงมาอย่าง “ตายหรือยัง” ค่อนข้างมินิมอลและท้าทายค่านิยมดั้งเดิมของสังคมจีนที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องตาย ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมของจีนในกลุ่มคนยุคใหม่ที่มองว่าความตายไม่ใช่สิ่งต้องห้ามกล่าวถึง ไม่เป็นมงคลอีกต่อไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ควรได้รับการพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา
ต่อมา สื่อจีนรายงานว่า แอป “ตายหรือยัง” ถูกลบ เนื่องจากกระแสถกเถียงเรื่อง “ชื่อ” ที่แรงเกิน ชาวเน็ตบางคนเสนอชื่อใหม่ ว่า “ยังอยู่ไหม” (活着么)ในที่สุด เมื่อกลางเดือนม.ค.ที่ผ่านมา แอป “ตายหรือยัง” ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ คือ Demumu APP อ่านว่า “เดมูมู” (โดยระบุใต้โลโกชื่อไหม่ “ชื่อเดิม ตายหรือยัง” ) โดยจะใช้เป็นเวอร์ชันสากล สำหรับ De มาจาก Death (ตาย) และเพิ่ม mumu เข้าไปให้ฟังดูน่ารักเท่านั้น
กระแสนิยมของแอปฯนี้เป็นการสะท้อนความวิตกกังวลเบื้องหลังในระดับสังคม ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขัน การเลิกจ้างและค่าครองชีพที่สูงขึ้น บางคนบอกว่าแอปฯนี้เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้ซ้อมรับมือกับความตายและการจากลาอย่างกะทันหันที่อาจเกิดขึ้นได้
มองในเชิงจิตวิทยา แอปฯ “ตายหรือยัง”นี้สามารถช่วยลดแรงกดดันในชีวิตจริง การเช็กอินรายวันไม่ได้เป็นเพียงกลไกความปลอดภัย แต่ยังสร้างความรู้สึกว่า “มีคนรอการตอบสนอง” ช่วยลดความโดดเดี่ยวและเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์ของผู้ใช้
ตัวอย่างของแอปฯ “ตายหรือยัง” คือกรณีศึกษาของการเริ่มต้นธุรกิจต้นทุนต่ำ ช่องว่างเล็กๆ แต่มูลค่าสูงเพราะความต้องการแฝงที่มีมาก ตอบโจทย์ปัญหาสังคมและความกังวลของผู้คน เป็นการตลาดแบบไม่ต้องโฆษณา ซึ่งสะท้อนทั้งศักยภาพของ “เศรษฐกิจความเหงา”ได้ดี แม้เทคโนโลยีจะช่วยเติมช่องว่างความเหงาและแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่ไม่อาจทดแทนระบบสนับสนุนทางสังคมที่แท้จริงได้ ปรากฏการณ์นี้ในนัยนึงจึงเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและชุมชน รวมถึงระบบสาธารณสุขหันมาออกแบบการดูแลผู้ที่อยู่อาศัยลำพังที่ต้องจัดให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะในอนาคตคนกลุ่มนี้ในสังคมจีนมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้แอปฯบางคนมองว่าการเผชิญหน้ากับความตายอย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนทางให้เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น “ตายหรือยัง” ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชัน แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมจีนร่วมสมัย ที่กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโครงสร้าง วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
สุดท้ายแล้วผู้เขียนมองว่าแอปฯ “ตายหรือยัง” สะท้อนปัญหาซ่อนเร้นหลายอย่างในสังคม โดยเฉพาะเรื่องความกังวลและความหวาดกลัว อีกทั้งแอปฯนี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในสถานการณ์สังคมปัจจุบันได้อย่างลงตัว และสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆขึ้นในสังคม ผู้เขียนหวังว่าคนไทยเราจะมีแอปฯที่พัฒนาโดยคนไทยและตอบโจทย์สังคมแบบที่เกิดขึ้นในจีนแล้วแบบนี้บ้าง.


