การค้นพบเขื่อนสยงจยาหลิง อายุ 5,100 ปีและโครงการชลประทานอีกหลายแห่งในบริเวณตอนกลางและตอนล่างของแม่น้ำแยงซีก่อนยุค “ ต้าอี่ว์” (大禹) ได้บอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปจากนักวิชาการชาวตะวันตกบางคน ซึ่งยืนยันแนวคิดที่ว่า การพัฒนาโครงการระบบชลประทานขนาดใหญ่แท้ที่จริงเป็นอุบายอันแยบคายของผู้ปกครองในการรักษาอำนาจของตนเองด้วยการผูกขาดควบคุมน้ำ ซึ่งนำไปสู่ “ระบอบเผด็จการแบบตะวันออก”ตามที่นักวิชาการเหล่านี้เรียกกัน
เขื่อนสยงจยาหลิง ตั้งอยู่ในเขตแหล่งโบราณสถานฉู่จยาหลิงในเมืองจิงเหมิน มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่เจริญรุ่งเรืองในยุคหินใหม่ เขื่อนแห่งนี้ถือเป็นโครงการอนุรักษ์น้ำเก่าแก่ที่สุดของจีนเท่าที่ทราบกันในปัจจุบัน ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำและทางระบายน้ำล้น ซึ่งสามารถควบคุมน้ำท่วมและใช้ในการชลประทานสำหรับเกษตรกรรม
จากข้อมูลของห้องปฏิบัติการหลักด้านวิทยาศาสตร์โบราณคดีและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีนพบว่า สังคมจีนโบราณได้สร้างระบบชลประทานมาตั้งแต่เมื่อ 5,000 ปีก่อน
การศึกษาพบว่า ก่อนยุคต้าอี่ว์ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์แรกของจีนโดยสร้างผลงานในการจัดการกับอุทกภัยนั้น ชุมชนโบราณในภูมิภาคต่างๆ ของจีนมีการบริหารจัดการน้ำเป็นโครงการขนาดใหญ่อย่างร่วมมือร่วมใจกัน เช่น การสร้างเขื่อน ขุดคลอง สร้างระบบอนุรักษ์น้ำได้อย่างซับซ้อน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลที่มีอำนาจควบคุมจากส่วนกลางหรือถูกบังคับจากผู้นำเผด็จการเสมอไป
นายหลิว เจี้ยนกั๋ว นักวิจัยผู้มีบทบาทสำคัญในการค้นพบเขื่อนสยงจยาหลิงแถลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่14 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า การค้นพบระบบชลประทานเหล่านี้เป็นการท้าทายทฤษฎีที่ผิดพลาดก่อนหน้านี้ของนายคาร์ล ออกัสต์ วิทโฟเกล ( Karl August Wittfogel ) นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมันที่ว่า "โครงการน้ำนำไปสู่ระบอบเผด็จการในสังคมตะวันออก" ( เช่น อียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิจีน ) ในหนังสือชื่อเรื่องว่า ระบอบเผด็จการแบบตะวันออก: การศึกษาเปรียบเทียบอำนาจเบ็ดเสร็จ ( Oriental Despotism: A Comparative Study of Total Power ) ซึ่งเขาเขียนขึ้นในปีค.ศ. 1957 ( พ.ศ.2500 )
วิทโฟเกลระบุว่า การก่อตัวและการพัฒนาของสังคมตะวันออกมีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการจัดการน้ำ โดยนำเสนอว่าการก่อสร้างและการบริหารโครงการชลประทานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีองค์กรส่วนกลางที่มีอำนาจเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งนำไปสู่ระบบการเมืองที่แตกต่างจากตะวันตก
ทั้งนี้ แหล่งโบราณคดีฉู่จยาหลิงในเมืองจิงเหมิน มณฑลหูเป่ย เป็นแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 การค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของจีนในปี 2023 ( 2566 )
ส่วนแหล่งโบราณคดีเหลียงจู ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกเฉียงใต้ถูกค้นพบในปี 1936 ( 2479 ) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี 2019 ( 2562 )
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์/ ซินหัว


