ช่วงเวลาแค่สองปีเศษๆมานี้นับจากการประกาศจัดตั้งคณะผู้นำชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 20) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีการปลด-โยกย้ายสลับเปลี่ยนตำแหน่งกลุ่มผู้นำแถวหน้าที่กุมอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดินจีน ทั้งภายในองค์กรของพรรคฯ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล และกองทัพ และที่ดราม่าสุดที่จะเล่าในบทความคือ การปลดและโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าภายในกองทัพพญามังกร
โดยล่าสุดกระทรวงกลาโหมจีนแถลงในวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา แจ้งเรื่องการสอบสวนนายทหารแถวหน้าสองนาย คือ พลเอก จาง โย่วสยา วัย 75 ปี สมาชิกกรมการเมือง (โบลิตบูโร) และรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ วัย 61 ปี หัวหน้าเสนาธิการทหารร่วมของกรมเสนาธิการร่วมแห่งคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง
ในการแถลงฯระบุเพียงว่าเป็นการสอบสวนฐานต้องสงสัยละเมิดวินัยและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยไม่แจงรายละเอียดใด ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะการแถลงของทางการจีน
ในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (พีแอลเอ) ร่ายยาวเกี่ยวกับสาเหตุของการสอบสวนจาง โย่วสยา และหลิว เจิ้นลี่ ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญอยู่ที่ “ความผิดร้ายแรง” ของทั้งสอง คือ “สร้างความผิดหวังและทรยศต่อความเชื่อใจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง, เหยียบย่ำ-บ่อนทำลายระบบความผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง, ก่อความเสี่ยงอันตรายแก่รากฐานการปกครองของพรรคฯ”
“กองทัพทหารทุกหน่วยเหล่าสนับสนุนการตัดสินใจของพรรคฯ เชื่อฟังพรรคฯ เชื่อฟังการชี้นำของสีจิ้นผิง ประมุขรัฐและประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง"
ซึ่งจากข้อความในบทบรรณาธิการสื่อกองทัพฯที่สรุปมานี้ แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการปกครองจีนยังมั่นคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกฎเหล็กที่เหมาเจ๋อตงตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยปฏิวัติจีนใหม่ คือ "พรรคฯชี้นำปืน" (党指挥枪)หรือ พรรคฯเป็นผู้ควบคุมทหารนั่นเอง
ด้านค่ายสื่อตะวันตก หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัล อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเผยว่า พลเอกจาง ถูกสอบสวนด้วยข้อกล่าวหาแบ่งปันข้อมูลด้านเทคนิกที่สำคัญเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของจีนให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ อีกทั้งพยายามสร้าง “ก๊วนอิทธิพลของตัวเอง” ภายในคณะกรรมกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งเป็นการสร้างความแตกแยกภายองค์กรที่กุมอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางทหาร
แม้ว่าในปีที่แล้วมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกรากในการเมืองแดนมังกร ซึ่งก็เป็นเพียงข่าวลือที่พิสูจน์ไม่ได้ว่ารายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่
มาดู ไทมไลน์การปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าของกองทัพจีนกันที่ทางการได้ประกาศฯ ชนิดที่ตอนนี้กล่าวได้ว่า “ถ่ายเลือดกันแทบหมดตัว”
ก่อนอื่น มาดูแผงผู้นำในคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 7 คน โดยมี สี จิ้นผิง เป็นประธานฯ รองประธานฯสองคน คือ จาง โย่วสยา, เหอ เว่ยตง, และกลุ่มสมาชิกคณะกรรมาธิการสี่คน ได้แก่ หลี่ ซั่งฝู,หลิว เจิ้นลี่,เหมียว หวา,จาง เซิงหมิน
ในชั่วเวลาไม่ถึงปีหลังจากผู้นำชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งในกลไกองค์กรต่างๆของระบบการปกครองประเทศจีน “การถ่ายเลือด” ก็เปิดฉากขึ้น บิ๊กทหารแถวหน้าที่ถูกสอยตกม้ารายแรกคือ พลเอก หลี่ ซั่งฝู โดยในเดือน ต.ค. ปี 2566 จีนประกาศปลด หลี่ ซั่งฝู ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลังจากดำรงตำแหน่งเพียงแปดเดือน ฐานละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2567 หลี่ ถูกขับออกจากพรรคฯ และถอดยศทหาร
เดือนต.ค. ปี 2568 จีนประกาศ “ปลดเก้านายพล” โดยขับออกจากพรรคฯและกองทัพฯ กลุ่มเก้านายพลที่โดนปลดครั้งนี้ มีสหายที่ใกล้ชิดไว้วางใจมากที่สุดของสีจิ้นผิง คือ เหอ เว่ยตง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และ เหมียว หวา สมาชิกคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง
แหล่งข่าวการวิเคราะห์ชี้ว่าทั้งนายพลเหอ และนายพลเหมียว เป็นกลุ่มที่สนับสนุนการรวมชาติไต้หวัน (台海帮)และเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีบทบาทสำคัญในการบรรลุนโยบายไต้หวันของจีน ด้วยความรู้ลึกทะลุปรุโปร่งและทรงอิทธิพลในช่องแคบไต้หวัน
หลังจากที่ เหอ เว่ยตง ถูกขับออกจากพรรคฯ จาง เซิงหมิน ก็ถูกดันขึ้นมานั่งตำแหน่งรองประธานฯแทน
สำหรับบิ๊กทหารที่โดนสอยตกม้าเป็นรายล่าสุดและเป็นไคลแม็กซ์ของ “การถ่ายเลือด” ในกองทัพพญามังกร คือ จาง โย่วสยา เนื่องจากจางเป็นสหายใกล้ชิดกับสีจิ้นผิง และมีความผูกพันกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ โดย จาง จงซุ่น และ สี จ้งซุน บิดาของจางและสี เป็นสหายร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในสงครามกลางเมือง และเป็น “นายพลรุ่นก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน”
การวิเคราะห์ในฝั่งจีนเอง ชี้ว่า สี จิ้นผิง เลือก จาง โย่วสยา มานั่งตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางแม้จางอยู่ในวัยเกษียณแล้ว (คือ 72 ปี ในปี 2565) เพราะจางเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดจีนเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ในสนามรบโดยเคยร่วมสงครามเวียดนามในทศวรรษที่ 2522 และทศวรรษที่ 2527 เขาเป็นแม่ทัพนำกองกำลังยึดฐานที่มั่นสำคัญๆได้สำเร็จ และสร้างวีรกรรมคุณูปการในการรบไม่น้อย
จาง โย่วสยา ก้าวขึ้นมาทีละขั้นๆจากนักรบในสนามต่อสู้สงครามจนมาอยู่ในตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่าวนกลาง โดยบทบาท-หน้าที่ทุกอย่างในด้านการทหารเขาเคยทำมาทั้งนั้น เริ่มจากการเป็นนักรบร่วมรบในสงคราม, ผู้บังคับกองร้อย, เสนาธิการ, หัวหน้าเสนาธิการ, รองผู้บัญชาการกองพัน, ผู้บัญชาการทหาร, ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองพล, ผู้บัญชาการกองทัพ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการเขตทหารปักกิ่ง, ผู้บัญชาการใหญ่เขตทหารเสิ่นหยัง, ผู้อำนวยการหน่วยอาวุธยุทโธปกรณ์, ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ จนไต่ขึ้นมาถึงรองประธานคณะกรรมการทหารส่วนกลางที่กุมอำนาจรองจากสีจิ้นผิง
ดังนั้น ในกองทัพจีน ไม่มีใครทรงอิทธิพลบารมีเท่าจาง โย่วสยา ที่จะสามารถคุมกองทัพทั้งหมดได้
นักแสดงความเห็นจีนชี้ว่า การสอบสวน จาง โย่วสยา ไม่ใช่แค่การปราบปรามคอรปชันอย่างแน่นอน หากแต่เป็น “การขจัด “ยอดเขา” ที่มีอยู่ยอดเดียวของกองทัพจีน” สำหรับ “ยอดเขา” ในบริบทนี้คือ 山头主义 ที่หมายถึง “ก๊วนอิทธิพลของตัวเอง” (หรือก๊วนพวกพ้องที่มุ่งผลประโยชน์ตัวเอง) ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาเจ๋อตงกล่าวเตือนบ่อยๆในยุคสงครามปฏิวัติจีนใหม่
การถ่ายเลือดในกองทัพจีนคราวนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของจีน เหลือสมาชิกเพียงสองท่าน คือ ประธานฯ (สี จิ้นผิง) และรองปะธานฯ (จาง เซิงหมิน) ทำให้นักวิเคราะห์การทหารบางกลุ่มกังขาและถกเถียงกันว่า “จาง โหย่วสยา ตกม้าแล้ว กองทัพจีนจะสามารถออกรบได้หรือไม่?”
จีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิงจะพากองทัพไปต่อและบรรลุถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ (รวมชาติไต้หวัน) อย่างไร... โปรดต่อตามตอนต่อไป


