xs
xsm
sm
md
lg

“จาง โย่วสยา ตกม้า” แล้วกองทัพจีนจะออกรบอย่างไร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพวันที่ 11 มีนาคม 2566 : จาง โย่วสยา (คนหน้า) รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางฯ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งพร้อมกับสมาชิกในคณะกรรมาธิการทหารฯ (จากซ้ายไปขวา) จาง เซิงหมิน, หลิว เจิ้นลี่, เหอ เว่ยตง, หลี่ ซังฝู, และ เหมียว หวา โดยมี สีจิ้นผิง มองลงมา หลังการประกาศสอบสวนจางโย่วสยาและหลิวเจิ้นลี่เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 คณะกรรมาธิการทหารกลางของจีน เหลือสมาชิกสองท่านคือ ประธานฯ สี จิ้นผิง และรองประธานฯ จาง เซิงหมิน (แฟ้มภาพเอเอฟพี)
ช่วงเวลาแค่สองปีเศษๆมานี้นับจากการประกาศจัดตั้งคณะผู้นำชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 20) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีการปลด-โยกย้ายสลับเปลี่ยนตำแหน่งกลุ่มผู้นำแถวหน้าที่กุมอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดินจีน ทั้งภายในองค์กรของพรรคฯ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล และกองทัพ และที่ดราม่าสุดที่จะเล่าในบทความคือ การปลดและโยกย้ายเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าภายในกองทัพพญามังกร

โดยล่าสุดกระทรวงกลาโหมจีนแถลงในวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา แจ้งเรื่องการสอบสวนนายทหารแถวหน้าสองนาย คือ พลเอก จาง โย่วสยา วัย 75 ปี สมาชิกกรมการเมือง (โบลิตบูโร) และรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ วัย 61 ปี หัวหน้าเสนาธิการทหารร่วมของกรมเสนาธิการร่วมแห่งคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง

ในการแถลงฯระบุเพียงว่าเป็นการสอบสวนฐานต้องสงสัยละเมิดวินัยและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยไม่แจงรายละเอียดใด ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะการแถลงของทางการจีน

ในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (พีแอลเอ) ร่ายยาวเกี่ยวกับสาเหตุของการสอบสวนจาง โย่วสยา และหลิว เจิ้นลี่ ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญอยู่ที่ “ความผิดร้ายแรง” ของทั้งสอง คือ “สร้างความผิดหวังและทรยศต่อความเชื่อใจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง, เหยียบย่ำ-บ่อนทำลายระบบความผิดชอบของประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง, ก่อความเสี่ยงอันตรายแก่รากฐานการปกครองของพรรคฯ”

“กองทัพทหารทุกหน่วยเหล่าสนับสนุนการตัดสินใจของพรรคฯ เชื่อฟังพรรคฯ เชื่อฟังการชี้นำของสีจิ้นผิง ประมุขรัฐและประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง"

ซึ่งจากข้อความในบทบรรณาธิการสื่อกองทัพฯที่สรุปมานี้ แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างการปกครองจีนยังมั่นคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกฎเหล็กที่เหมาเจ๋อตงตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยปฏิวัติจีนใหม่ คือ "พรรคฯชี้นำปืน" (党指挥枪)หรือ พรรคฯเป็นผู้ควบคุมทหารนั่นเอง 

ด้านค่ายสื่อตะวันตก หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัล อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเผยว่า พลเอกจาง ถูกสอบสวนด้วยข้อกล่าวหาแบ่งปันข้อมูลด้านเทคนิกที่สำคัญเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของจีนให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ อีกทั้งพยายามสร้าง “ก๊วนอิทธิพลของตัวเอง” ภายในคณะกรรมกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งเป็นการสร้างความแตกแยกภายองค์กรที่กุมอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางทหาร

แม้ว่าในปีที่แล้วมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกรากในการเมืองแดนมังกร ซึ่งก็เป็นเพียงข่าวลือที่พิสูจน์ไม่ได้ว่ารายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่

มาดู ไทมไลน์การปลดเจ้าหน้าที่ทหารระดับแถวหน้าของกองทัพจีนกันที่ทางการได้ประกาศฯ ชนิดที่ตอนนี้กล่าวได้ว่า “ถ่ายเลือดกันแทบหมดตัว”

ก่อนอื่น มาดูแผงผู้นำในคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งมีสมาชิกทั้งสิ้น 7 คน โดยมี สี จิ้นผิง เป็นประธานฯ รองประธานฯสองคน คือ จาง โย่วสยา, เหอ เว่ยตง, และกลุ่มสมาชิกคณะกรรมาธิการสี่คน ได้แก่ หลี่ ซั่งฝู,หลิว เจิ้นลี่,เหมียว หวา,จาง เซิงหมิน

ในชั่วเวลาไม่ถึงปีหลังจากผู้นำชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งในกลไกองค์กรต่างๆของระบบการปกครองประเทศจีน “การถ่ายเลือด” ก็เปิดฉากขึ้น บิ๊กทหารแถวหน้าที่ถูกสอยตกม้ารายแรกคือ พลเอก หลี่ ซั่งฝู โดยในเดือน ต.ค. ปี 2566 จีนประกาศปลด หลี่ ซั่งฝู ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลังจากดำรงตำแหน่งเพียงแปดเดือน ฐานละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2567 หลี่ ถูกขับออกจากพรรคฯ และถอดยศทหาร

จากภาพกราฟฟิกแสดงสมาชิกในคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของจีน จากที่มีอยู่ 7 คน ถูกปลดไปสามคน ส่วนอีกสองคน (จาง โย่วสยา และ หลิว ลี่) ถูกสอบสวน ดังนั้น ตอนนี้จึงเหลือสมาชิกเพียงสอง คือ ประธานฯ (สี จิ้นผิง)  และรองประธานฯ (จาง เซิงหมิน)
เดือนต.ค. ปี 2568 จีนประกาศ “ปลดเก้านายพล” โดยขับออกจากพรรคฯและกองทัพฯ กลุ่มเก้านายพลที่โดนปลดครั้งนี้ มีสหายที่ใกล้ชิดไว้วางใจมากที่สุดของสีจิ้นผิง คือ เหอ เว่ยตง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง และ เหมียว หวา สมาชิกคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง

แหล่งข่าวการวิเคราะห์ชี้ว่าทั้งนายพลเหอ และนายพลเหมียว เป็นกลุ่มที่สนับสนุนการรวมชาติไต้หวัน (台海帮)และเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีบทบาทสำคัญในการบรรลุนโยบายไต้หวันของจีน ด้วยความรู้ลึกทะลุปรุโปร่งและทรงอิทธิพลในช่องแคบไต้หวัน

หลังจากที่ เหอ เว่ยตง ถูกขับออกจากพรรคฯ จาง เซิงหมิน ก็ถูกดันขึ้นมานั่งตำแหน่งรองประธานฯแทน

สำหรับบิ๊กทหารที่โดนสอยตกม้าเป็นรายล่าสุดและเป็นไคลแม็กซ์ของ “การถ่ายเลือด” ในกองทัพพญามังกร คือ จาง โย่วสยา เนื่องจากจางเป็นสหายใกล้ชิดกับสีจิ้นผิง และมีความผูกพันกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ โดย จาง จงซุ่น และ สี จ้งซุน บิดาของจางและสี เป็นสหายร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในสงครามกลางเมือง และเป็น “นายพลรุ่นก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน”

การวิเคราะห์ในฝั่งจีนเอง ชี้ว่า สี จิ้นผิง เลือก จาง โย่วสยา มานั่งตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางแม้จางอยู่ในวัยเกษียณแล้ว (คือ 72 ปี ในปี 2565) เพราะจางเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดจีนเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ในสนามรบโดยเคยร่วมสงครามเวียดนามในทศวรรษที่ 2522 และทศวรรษที่ 2527 เขาเป็นแม่ทัพนำกองกำลังยึดฐานที่มั่นสำคัญๆได้สำเร็จ และสร้างวีรกรรมคุณูปการในการรบไม่น้อย

จาง โย่วสยา ก้าวขึ้นมาทีละขั้นๆจากนักรบในสนามต่อสู้สงครามจนมาอยู่ในตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการทหารส่าวนกลาง โดยบทบาท-หน้าที่ทุกอย่างในด้านการทหารเขาเคยทำมาทั้งนั้น เริ่มจากการเป็นนักรบร่วมรบในสงคราม, ผู้บังคับกองร้อย, เสนาธิการ, หัวหน้าเสนาธิการ, รองผู้บัญชาการกองพัน, ผู้บัญชาการทหาร, ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองพล, ผู้บัญชาการกองทัพ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการเขตทหารปักกิ่ง, ผู้บัญชาการใหญ่เขตทหารเสิ่นหยัง, ผู้อำนวยการหน่วยอาวุธยุทโธปกรณ์, ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ จนไต่ขึ้นมาถึงรองประธานคณะกรรมการทหารส่วนกลางที่กุมอำนาจรองจากสีจิ้นผิง

ดังนั้น ในกองทัพจีน ไม่มีใครทรงอิทธิพลบารมีเท่าจาง โย่วสยา ที่จะสามารถคุมกองทัพทั้งหมดได้

นักแสดงความเห็นจีนชี้ว่า การสอบสวน จาง โย่วสยา ไม่ใช่แค่การปราบปรามคอรปชันอย่างแน่นอน หากแต่เป็น “การขจัด “ยอดเขา” ที่มีอยู่ยอดเดียวของกองทัพจีน” สำหรับ “ยอดเขา” ในบริบทนี้คือ 山头主义 ที่หมายถึง “ก๊วนอิทธิพลของตัวเอง” (หรือก๊วนพวกพ้องที่มุ่งผลประโยชน์ตัวเอง) ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาเจ๋อตงกล่าวเตือนบ่อยๆในยุคสงครามปฏิวัติจีนใหม่

การถ่ายเลือดในกองทัพจีนคราวนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางของจีน เหลือสมาชิกเพียงสองท่าน คือ ประธานฯ (สี จิ้นผิง) และรองปะธานฯ (จาง เซิงหมิน) ทำให้นักวิเคราะห์การทหารบางกลุ่มกังขาและถกเถียงกันว่า “จาง โหย่วสยา ตกม้าแล้ว กองทัพจีนจะสามารถออกรบได้หรือไม่?”


จีนภายใต้การนำของสีจิ้นผิงจะพากองทัพไปต่อและบรรลุถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ (รวมชาติไต้หวัน) อย่างไร... โปรดต่อตามตอนต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น