ตามความเห็นของนักวิเคราะห์ สหรัฐอเมริกากับจีนคงไม่แคล้วฉะกันอีกในประเด็นขัดแย้งใหม่ นั่นก็คือการปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากเกิดเรื่องกับเวเนซุเอล่า ซึ่งเป็นชาติสมาชิกโอเปกและลูกหนี้รายใหญ่ของจีน
เมื่อต้นเดือนสหรัฐฯ บุกจับกุมประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลามาดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติด จากนั้นก็เข้าควบคุมการส่งออกน้ำมันดิบของชาติในทวีปอเมริกาใต้แห่งนี้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบที่รัฐบาลเวเนซุเอลาส่งไปให้จีนเพื่อใช้ชำระหนี้ที่กู้ยืมมาแทนเงินสด
เวเนซุเอล่าติดหนี้ต่างชาติทั้งหมด 150,000 ล้านดอลลาร์ โดยราว 1 ใน 10 ประเมินว่าเป็นเงินกู้จากจีน ซึ่งชำระในรูปของน้ำมันดิบ
ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 มกราคม รัฐบาลจีนประณามการเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและย้ำว่า "สิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของจีนและประเทศอื่นๆ ในเวเนซุเอลาจะต้องได้รับการปกป้อง"
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ( 22 ม.ค.) ว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์อนุญาตให้จีนซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ แต่ไม่ใช่ในราคา "ไม่เป็นธรรมและต่ำกว่าราคาตลาด" เหมือนที่รัฐบาลเวเนซุเอลเคยขายน้ำมันดิบในครั้งก่อนๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหนี้สินระบุว่า หากสหรัฐฯ กดดันให้จีนยอมรับการลดหนี้จำนวนมาก และจีนยืนกรานไม่ยอม ก็อาจทำให้เวเนซุเอลาปรับโครงสร้างหนี้กับจีนล่าช้า รวมถึงชาติเจ้าหนี้รายอื่น ๆ หลังจากเคยผิดนัดชำระหนี้ซึ่งอยู่ในรูปของพันธบัตรมาแล้วเมื่อปี 2560 และข้อตกลงการปรับโครงสร้างหนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ประเทศสามารถกู้ยืมเงินได้อีกครั้งและดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ
เมื่อพิจารณาการแถลงของรัฐบาลปทรัมป์ที่ระบุว่า รายได้จากการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาจะถูกโอนเข้าบัญชีในประเทศกาตาร์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ นี่เองที่อาจทำให้ทรัมป์ มีอำนาจต่อรองอย่างมากในการตัดสินใจว่าเจ้าหนี้รายใดจะได้รับการชำระเงิน และเมื่อใด
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทรัมป์อาจยังคงบรรลุข้อตกลงกับจีนได้ อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างหนี้เตือนว่า แผนการที่สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากอุตสาหกรรมนี้ อาจทำให้ลำดับชั้นของเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
คริสโตเฟอร์ ฮอดจ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Natixis และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้ว่า การจัดลำดับความสำคัญของเจ้าหนี้ว่าใครควรได้รับเงินชดใช้ก่อนนั้นเป็นเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้า
ลี บุชไฮต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหนี้สาธารณะระดับโลกกล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์มีสิทธิทางกฎหมายที่จะกำหนดว่าใครควรได้รับการชำระเงินก่อนหรือไม่
นอกจากนั้น บุชไฮต์มองว่า จีนก็มีอำนาจต่อรองอยู่ในมือเช่นกัน หากจีนซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดแก่ชาติกำลังพัฒนารู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในเวเนซุเอลา จีนก็อาจปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ของชาติกำลังพัฒนาอื่นๆ ภายใต้กรอบการทำงานร่วมกันสำหรับการจัดการหนี้สิน (Common Framework for Debt Treatments) ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มประเทศG20 ก็เป็นได้
ที่มา : รอยเตอร์


