เหตุการณ์เครนก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ถล่มทับขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่บนรางด้านล่างที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 คน และบาดเจ็บกว่า 60 คน
คนบังคับเครน อายุ 52 ปี ได้ให้การกับตำรวจ สภ.สีคิ้ว โดยอ้างว่าเหล็กดับเบิลยูยึดเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงขาด ทำให้เครนล้มทับขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านรางข้างล่าง
สำหรับเครนเจ้ากรรมที่ล้มทับขบวนรถด่วนพิเศษดีเซลรางสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานีซึ่งในขบวนรถไฟมีผู้โดยสาร 195 คน เป็นเครนก่อสร้างทางรถไฟรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน: เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ภายใต้สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด
โครงการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมานี้เริ่มก่อสร้างในปี 2017 โดยเป็นหนึ่งในช่วงเครือข่ายทางรถไฟความเร็วสูง มูลค่า 5,400 ล้านดอลลาสหรัฐ
ตามกำหนดการ เส้นทางรถไฟที่จะเชื่อมกรุงเทพฯไปยังคุนหมิง มณฑลยูนานทางตะวันเฉียงใต้ของจีน ผ่านลาว จะแล้วเสร็จในปี 2028
ทั้งนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถือเป็นโครงการเชิงสัญลักษณ์ของยุทธศาสตร์ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังเกิดเหตุการณ์ฯนี้ เหมา หนิงโฆษกประจำกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงในนามของตัวแทนจีนแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวไทยที่เสียชีวิต และว่าจีนจะติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
“รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างมากกับความปลอดภัยของโครงการฯและบุคลากร เราได้รับทราบเหตุการณ์แล้ว การก่อสร้างเส้นทางฯนี้ดำเนินการโดยบริษัทไทย ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุฯยังอยู่ระหว่างการสอบสวน”
ต่อเหตุการณ์ฯนี้ สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้แถลงว่า การก่อสร้างเส้นทางรถไฟช่วงนี้ ไม่มีบริษัทจีนหรือวิศวกรจีนเกี่ยวข้องโดยตรง และขอย้ำว่าการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเป็นโครงการร่วมมือระหว่างสองประเทศ แต่เรื่องวิศวกรโยธานั้นฝ่ายไทยเป็นตัวหลักในการดูแลรับผิดชอบ โดยมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ส่วนจีนไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง
ทั้งนี้ จีน “เข็นครกขึ้นเขา” กว่าสิบปีในการผลักดันการสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้าความเร็วสูงช่วงที่ตัดผ่านไทยซึ่งถือเป็น เพื่อบรรลุฝันในการสร้าง “เส้นทางรถไฟทรานเอเชีย” ที่จะวิ่งทะลุทะลวงจากนครคุนหมิงในมณฑลยูนานของจีน ผ่านลาว ไทย เชื่อมต่อไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจการค้าสำคัญยิ่งยวดของจีนในการเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


