จีนเกินดุลการค้ากับต่างประเทศ 1.189 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตามรายงานของสำนักงานศุลกากรจีน (GAC) เมื่อวันพุธ ( 14 ม.ค. ) โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตลาดนอกสหรัฐอเมริกาเพื่อรับมือกับภาษีทรัมป์
ตามข้อมูลของสำนักงานศุลกากรจีนนั้น นอกเหนือจากสหรัฐฯแล้ว ตลาดส่งออกของจีนมีความหลากหลายมากขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยหันไปมุ่งเน้นตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา จีนได้สร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับกว่า 240 ประเทศและภูมิภาค โดยการค้ากับกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคมีการเติบโตในเชิงบวก นโยบายดังกล่าวช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนจากผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตลอดจนความขัดแย้งทางการค้า ด้านเทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯเป็นสมัยที่2 เมื่อปีที่แล้ว
นายหวัง จวิ้น รองหัวหน้า GAC แถลงว่า ชาติคู่ค้าที่หลากหลายมากขึ้นทำให้จีนสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เศรษฐกิจของจีนยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูงเป็นพิเศษ สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของผู้ผลิตชาวจีน อย่างไรก็ตาม การเกินดุลการค้าเป็นประวัติการณ์นี้ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอและกำลังการผลิตส่วนเกินด้วยเช่นกัน เฟรด นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของ HSBC กล่าว
ทั้งนี้ ตัวเลขการเกินดุลการค้าของจีนดังกล่าวเทียบเท่ากับจีดีพีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ 20 อันดับแรกของโลก โดยการเกินดุลการค้าของจีนเพิ่งทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน
ยอดการส่งออกของจีนในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 6.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 5.9% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.0%
ยอดการนำเข้าในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 5.7% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนพฤศจิกายน โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.9%
นาย จาง จื้อเหว่ย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Pinpoint Asset Management ชี้ว่า การส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ เมื่อประกอบกันเข้ากับตลาดหุ้นที่กำลังบูมและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทรงตัว เขาเชื่อว่า รัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะคงนโยบายมหภาคไว้ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างน้อยในไตรมาสแรก
ที่มา : รอยเตอร์ / โกลบอลไทมส์


